
เปิดเวทีชำแหละ...ลอยตัวราคาพลังงาน
แม้วันนี้รัฐบาลจะผลัดใบ เปลี่ยนขั้วใหม่เข้ามาทำงาน
แม้วันนี้รัฐบาลจะผลัดใบ เปลี่ยนขั้วใหม่เข้ามาทำงาน
แต่ดูเหมือนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่การแทรกแซงราคา
หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า การบิดเบือนกลไกตลาดมากเกินจำเป็น อาจนำมาซึ่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ มากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้ตกกับประชาชนได้จริง
ที่สำคัญ อาจไม่คุ้มค่ากับเงินงบประมาณที่ต้องจ่ายไป โดยเฉพาะหากเลยเถิดถึงขั้นกู้เงินเข้ามาอุ้มราคาพลังงาน ดังนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องจากผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจเสนอแนะอยู่ตลอด ให้ปล่อยราคาพลังงานทั้งระบบเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด
ในงานเสวนา เรื่อง “ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร จากการลอยตัวราคาพลังงาน” จัดโดย บริษัท ปตท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ต้องการสื่อแนวคิดดังกล่าวสู่รัฐบาลและสาธารณะ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมงาน ได้เปรียบเทียบจุดได้ จุดเสีย ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น หากประเทศไทยเลือกที่จะลอยตัวราคาพลังงาน
ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ใช้นโยบายอุดหนุนราคา พบว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของการสนับสนุนจะตกอยู่กับผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาว่า ถ้าจะช่วยเหลือคนจน คงต้องหารูปแบบการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสมมากกว่าการอุดหนุนราคาพลังงาน รวมทั้งการที่รัฐบาลอุดหนุนให้ราคาพลังงานของประเทศอยู่ในระดับต่ำ จะยากต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น การตรึงราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะเงินเฟ้อ เพราะช่วงที่ตรึงราคาเงินเฟ้อจะต่ำ แต่หากปล่อยลอยตัวราคาในทันที เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นมาก จนส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน รวมทั้งการตรึงราคาพลังงานจะส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น เพราะต้องนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนในประเทศไม่ประหยัด เนื่องจากเคยชินกับการจ่ายค่าพลังงานในราคาถูก
ขณะที่ เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตำหนินโยบายของรัฐบาลที่ออกมาแทรกแซงราคาน้ำมันในครั้งนี้ว่า เป็นนโยบายสิ้นคิด เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการนำเข้าพลังงานเพิ่มแล้ว ยังทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้ามาอุดหนุนราคาเพิ่มจนเป็นหนี้
“หัวข้อที่ถามว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการลอยตัวราคา คงตอบไม่ได้ แต่ถามว่าการที่อุดหนุนราคาที่ผ่านมาแล้วทำให้เสียอะไรบ้างจะดีกว่า เพราะที่ผ่านมาทำให้เสียโอกาสไปมาก” เจน กล่าว
อย่างไรก็ดี มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เห็นว่า การลอยตัวราคาพลังงานในระยะสั้น ประชาชนจะแบกรับภาระมากขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาวจะได้ประโยชน์ เพราะการบิดเบือนราคาน้อยลง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกถูก ประชาชนก็จะได้ใช้ในราคาถูกด้วย ต่างจากที่ผ่านมาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับภาระอุดหนุนพลังงานบางประเภทอยู่
การลอยตัวราคาจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ และต้องเป็นธรรมกับผู้บริโภค ซึ่งจากนโยบายของรัฐบาลในการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งในของการปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากที่ผ่านมาราคาพลังงานในเมืองไทยถูกบิดเบือนจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นถ้าไม่สามารถควบคุมการแทรกแซงการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จากการเมืองได้ ก็ควรยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ไปเลยจะดีกว่า
การปรับโครงสร้างพลังงานจะต้องเริ่มต้นจากการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นก้าวแรกในการปรับโครงสร้าง โดยในปัจจุบันแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันชนิดเดียวที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นน้ำมันที่อุ้มพลังงานทุกประเภท ซึ่งเป็นโครงสร้างที่บิดเบือน จึงจำเป็นต้องเลิกการเก็บทุกชนิด แล้วมาตั้งต้นใหม่ว่า กองทุนน้ำมันฯ จะทำหน้าที่อะไร แล้วค่อยเริ่มจัดเก็บใหม่เพื่อนำไปใช้ในกรณีที่จำเป็น เช่น ภัยธรรมชาติ หรือเกิดภาวะสงคราม
เมื่อลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แล้ว มาตรการต่อไป คือ การลดเงินอุดหนุนก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เพื่อลดรายจ่าย
ในส่วนของแอลพีจีควรเริ่มพิจารณาลอยตัวราคาทันที ทำในรูปแบบเหมือนกับภาคอุตสาหกรรมที่ขึ้นไตรมาสละ 3 บาท ทำให้ราคาน่าจะปรับขึ้นประมาณ 9-10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนจะเริ่มดำเนินการภายใน 2555 หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่รัฐบาลจำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนปรับตัว หากต้องช่วยเหลือภาคประชาชนก็ตรึงเฉพาะราคาสำหรับภาคครัวเรือน โดยใช้นโยบายบัตรเครดิตพลังงานเข้ามาช่วย
ขณะที่เอ็นจีวีตอนนี้อุดหนุนอยู่ที่ 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยการปรับราคาต้องดูต้นทุนที่แท้จริง การลอยตัวราคาเอ็นจีวีจำเป็นต้องทำ หลังจากที่ลอยตัวราคาแอลพีจีไปแล้ว หากจะช่วยเหลือประชาชนให้ตรึงราคาเฉพาะการใช้ในการขนส่งสาธารณะเท่านั้น
สุดท้าย รัฐบาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ใช้เครื่องมือทางภาษีเป็นตัวสร้างความแตกต่างในราคาน้ำมัน เพื่อแสดงว่ารัฐบาลต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานประเภทใดเพื่อความชัดเจน เอกชนจะได้วางแผนธุรกิจให้สอดคล้อง
“การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของรัฐบาลนี้ เป็นครั้งแรกที่ลดราคาน้ำมันเบนซินเป็นจำนวนมาก ถือเป็นโครงการทางการตลาด เพื่อให้ได้คะแนนเสียง จึงเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องทำ แม้จะมีผลกระทบที่ตามมามากมาย แต่ก็มีข้อดี คือ เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างพลังงานในภาพรวม” มนูญ กล่าว
ด้าน พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ขานรับทันทีว่า กำลังพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน แอลพีจี และเอ็นจีวี โดยจะค่อยๆ ขยับราคาให้สะท้อนกลไกตลาดโลก
เมื่อนโยบายการเพิ่มรายได้กับประชาชนเริ่มมีผล ราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีคงจะทยอยปรับขึ้นหลังจากนั้น โดยส่วนของแอลพีจีมีแนวคิดที่จะทำคูปองขึ้นมาช่วยเหลือสำหรับชาวบ้านที่มีรายได้ต่ำ ส่วนกรณีบัตรเครดิตพลังงานจะเป็นส่วนของการดูแลรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งแอลพีจียอมรับว่าภาคขนส่งไม่ควรจะอุดหนุน เพราะไม่จ่ายภาษีใดๆ แถมต้องนำเงินกองทุนน้ำมันฯ มาอุ้มอีก
กระนั้น การปรับขึ้นแอลพีจีจะปรับทั้งเพดาน ภาคครัวเรือนจะนำคูปองมาช่วยเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบคูปองและบัตรเครดิตพลังงาน คงจะสรุปสิ้นปีนี้
ณัฐชาติ จารุจินดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. กล่าวว่า บัตรเครดิตพลังงานจะได้ข้อสรุปใน 3-6 เดือน ตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมอบหมาย กำลังดูว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือส่วนลด ต้องหารือกับธนาคารด้วย







