
สอท.ต้านขึ้นค่าจ้างทันที7จ.
ยืนยันข้อเสนอทยอยขึ้น34ปีแนะรัฐวางแผนดูแลรายย่อย
ยืนยันข้อเสนอทยอยขึ้น3-4ปีแนะรัฐวางแผนดูแลรายย่อย
ส.อ.ท.ค้านขึ้นค่าจ้างนำร่อง 7 จังหวัด 300 บาททันที ยันหลักการเดิมทยอยขึ้นภายใน 3-4 ปี แนะพิจารณารอบด้าน
ต้องหามาตรการรองรับเอสเอ็มอี ส่วนขึ้นเงินเดือน 1.6 หมื่นบาท สำหรับปวช.ปวส.ต้องพิจารณารอบคอบ เพราะกระทบวงกว้าง
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขา ธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงแรงงาน จะมีการหารือการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน นำร่องใน 7 จังหวัดได้แก่ กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และภูเก็ต และคาดว่าจะมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2555 นั้น ส.อ.ท.ยังคงยืนยันในหลักการเดิมที่ควรจะทยอยการปรับขึ้นในกรอบระยะเวลา 3-4 ปี
ทั้งนี้ ในภาพรวมแล้วเห็นด้วยที่จะจัดกลุ่มในการทยอยปรับโดยนำร่อง 7 จังหวัดแรก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องหารือร่วมกันในเรื่องของกรอบเวลา เพราะหากปรับขึ้นทันทีที่ 300 บาทต่อวัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 คงต้องคัดค้าน เพราะต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการมีความสามารถในการรับภาระต่างกัน
สำหรับกรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ต้องการเห็นองค์กรขนาดใหญ่ประกาศว่า ผู้ที่จบการศึกษาระดับอาชีวะและ ปวส.จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 1.6 หมื่นบาทต่อเดือนนั้น ภาครัฐควรจะดูข้อเท็จจริงว่า ระดับช่างก็มีหลายระดับ หากเป็นช่างฝีมือแรงงานและชำนาญการทำงาน 3-4 ปี เงินเดือนก็จะสูงกว่าปริญญาตรีอยู่แล้ว แต่หากจบใหม่แล้วจะให้เงินเดือน 1.6 หมื่นบาทต่อเดือนทันที คงเป็นไปไม่ได้
ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า รัฐบาลควรจะแยกแยะระหว่างแรงงานมีฝีมือกับแรงงานขั้นต่ำให้ชัดเจน เพราะผู้ที่จบอาชีวะระดับ ปวช. ปวส.นั้น ก็มีทั้งสาขาช่างและสาขาพาณิชย์
“หากเหมารวมหมดว่าอยากเห็นการขึ้นเงินเดือน 1.6 หมื่นบาทต่อเดือน จะอันตรายยิ่งกว่าการขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เนื่องจากผู้จบสายอาชีวะมีฐานที่ใหญ่ระดับ 67 ล้านคน” นายธนิต กล่าว
สำหรับนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันที่จะนำร่องใน 7 จังหวัดนั้น ยอมรับว่าเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีการจ้างงานระดับล่างที่เข้มข้น โดยเฉพาะแถบปริมณฑล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการจ้างงานทั่วประเทศมากกว่า 50% และส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตขนาดกลางและย่อมหรือกลุ่มเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจของ ส.อ.ท. ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งยอมรับว่าได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะการปรับครั้งนี้จะมีผลต่อการขึ้นค่าจ้างแรงงานต่างด้าวด้วย ดังนั้นประเด็นดังกล่าว รัฐบาลควรจะต้องหามาตรการดูแลเอสเอ็มอีด้วย หากต้องการให้นโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที







