
ขจัดขวากซอฟต์แวร์ไทยติดอาวุธผงานอาเซียน
ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเปิดเสรี
ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ที่จะทลายกำแพงภาษีในทุกอุตสาหกรรมระหว่าง 10 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน พม่า ลาว และกัมพูชา ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่มีศักยภาพเข้าไปเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ เพื่อสร้างเม็ดเงินให้ผู้ประกอบการมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มเตรียมพร้อมเพื่อให้แข็งแรงพอที่จะก้าวสู่การแข่งขันเสรีในอีก 4 ปีข้างหน้า ผ่านงานสัมมนาครั้งใหญ่ Software Park Annual Conference 2011
อย่างไรก็ตาม การสัมมนาที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13 ก.ย. ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีศักยภาพพร้อมแข่งขันต้องเริ่มต้นจากภาครัฐ
อดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือเอทีซีไอ กล่าวว่า ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ และทำให้อุตสาหกรรมพัฒนาได้จริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาภาษา การให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก การออกใบประกันที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับความสามารถของคนไทย
“สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก สำคัญกว่านโยบายแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 เพราะเป็นการวางรากฐานและความรู้ให้กับคนในประเทศจริงๆ ซึ่งท้ายที่สุดแรงงานระดับมันสมองก็จะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า โดยไม่ต้องให้รัฐมาช่วยเหลือเรื่องเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท” อดิเรก กล่าว
สมพร มณีรัตนะกูล นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือเอทีเอสไอ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซียนั้น เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ขาดการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างจริงจัง มีเพียงการสนับสนุนในรูปแบบเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งยังเป็นส่วนเล็กๆทั้งที่ควรเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับประเทศยิ่งไทยพร้อมช้าเท่าไร ก็ยิ่งเสียเปรียบประเทศที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น
ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยที่ยังไม่พร้อมก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล เพราะจุดอ่อนเรื่องภาษาทำให้ไทยพลาดโอกาสที่จะเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง ทั้งที่ความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่จากการประชุมที่ผ่านมาหลายครั้ง ไทยไม่เคยเสนออะไรในเวทีได้ เพราะไม่สามารถนำเสนอในรูปแบบการเขียนรายงานภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทำให้ไทยขาดโอกาสที่จะสู้กับสิงคโปร์
นอกจากนี้ การเตรียมกำลังคนให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์ต่างๆ ตามความต้องการของแต่ละประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพราะ “คน” ถือเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งการพัฒนาบุคลากรควรถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะย้อนกลับไปที่ภาครัฐว่าที่ผ่านมาให้ความใส่ใจในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างจริงจังแค่ไหน
ปัจจัยสุดท้ายที่จะทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์พร้อมสู้ศึกในระดับอาเซียนได้ คือ การทำตลาดต้องแข็งแรงในระดับสากล โดย พีรสัณห์ บุณยคุปต์ นายกสมาคมส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย กล่าวว่า เป็นการเลือกซอฟต์แวร์ให้ตรงกับความต้องการของประเทศที่ไทยจะเข้าไปเปิดตลาด ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับเรื่องภาษาอังกฤษที่ต้องแข็งแรง และโยงไปถึงภาครัฐที่ต้องรู้จักสร้างแรงจูงใจให้กับคนไทยใช้ความสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ไม่ให้สมองไหลไปต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดที่เปรียบเสมือนห่วงโซ่ของการพัฒนาแล้ว “ภาครัฐ” จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันให้ซอฟต์แวร์ไทยไปปักธงในเวทีอาเซียนได้ เพราะการสู้กับอีก 9 ประเทศไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะให้ผู้ประกอบการมางมกันเอง แต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่ภาครัฐไม่อาจมองข้ามได้เลย







