
คลังรื้อใหม่งบปี’55
1ก.ย.นัดถกผู้บริหารกรมภาษีเพิ่มรายจ่าย2.4ล้านล้านบาท
1ก.ย.นัดถกผู้บริหารกรมภาษีเพิ่มรายจ่าย2.4ล้านล้านบาท
คลังรื้องบประมาณปี 2555 ใหม่ เพิ่มรายจ่ายขึ้นเป็น 2.4 ล้านล้านบาท
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กล่าวว่า การประชุมร่วม 4 หน่วยงาน เพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ใหม่ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการปรับเพิ่มกรอบงบประมาณรายได้เป็น 2.05 ล้านล้านบาท และเพิ่มกรอบงบประมาณรายจ่ายเป็น 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ รายได้ปี 2555 คาดว่าจะเป็นในส่วนของกรมสรรพากรประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 4.25 แสนล้านบาท และกรมศุลกากร 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ของกรมธนารักษ์ และการนำส่งเงินรัฐวิสาหกิจ
นายบุญทรง กล่าวว่า นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เรียกกรมภาษีทั้งหมดมาประเมินการเก็บรายได้ปี 2555 ว่าจะได้จำนวนเท่าไร เพื่อเสนอทำงบประมาณ
ทั้งนี้ รายได้ของปี 2555 จะได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล เช่น การขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซล การลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งในส่วนรายได้ที่หายไป ทางกรมสรรพากรและกรมศุลกากรจะเป็นผู้เก็บเพิ่มมาชดเชย
ทางด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้รายงานภาวะยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2554 มีจำนวน 4.26 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 40.69% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ดังนั้น ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 3 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.07 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 1.58 แสนล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 3.05 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะลดลงสุทธิ 1.58 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงและหนี้กองทุนฟื้นฟูฯลดลง 1.62 หมื่นล้านบาท และ 56 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินและหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) เพิ่มขึ้น 352 ล้านบาทและ 98 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีหนี้คงค้าง
ก่อนหน้านี้ ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 พ.ค. 2554 อยู่ที่ 4.27 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.08% ของจีดีพี อย่างไรก็ดี ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2554 กระทรวงการคลังได้ปรับฐานจีดีพีใหม่ ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลงเล็กน้อย







