
ความเสี่ยงยังสูงแต่หุ้นลงเร็วเกินไปตลาดน่าจะรีบาวด์
ตลอดเดือน ส.ค.นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
ตลอดเดือน ส.ค.นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
โดย..พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่สหรัฐและยุโรปจะตามญี่ปุ่นที่เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปก่อนนี้แล้ว ขณะที่วิกฤตหนี้ยุโรปยังมีความเสี่ยงที่จะลุกลามและซ้ำเติมให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
บรรดาสำนักเศรษฐกิจและโบรกเกอร์หุ้นทยอยเรียงหน้ากันปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก แม้ส่วนใหญ่จะเชื่อว่า เศรษฐกิจของตลาดอีเมอร์จิงนำโดยจีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ยังโตต่อ แต่ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ภาคส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะถ่านหิน โรงกลั่น ปิโตรเคมีเผชิญความเสี่ยงที่กำลังซื้อ รวมถึงอัตรากำไรจะหดตัว จึงมีแรงขายอย่างหนักในหุ้นเหล่านี้
ในช่วงปี 2553-2554 ดัชนีหุ้นไทยวิ่งนำหน้าเพื่อนบ้าน (วัดโดยดัชนี MSCI Asia exJapan) ถึง 39% จนดึงค่าพีอีขึ้นมาเทรดสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายในการขายในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกปั่นป่วน ทั้งๆ ที่กำไรของ บจ.เติบโตถึง 36% ในปี 2553 และโตต่อเนื่องอีก 34% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2554
นักลงทุนต่างชาติกระหน่ำขายสุทธิหุ้นไทยถึง 4.1 หมื่นล้านบาทในช่วงวันที่ 126 ส.ค. และยังไม่เห็นสัญญาณหยุดขายในระยะสั้น มองไปข้างหน้า สหรัฐ ยุโรปยังคงเผชิญความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจถดถอยซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในยุโรปหากสถาบันการเงินต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธา ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงทางเศรษฐกิจ ความกลัวอาจบดบังมูลค่าพื้นฐานของบริษัท เราลองมองหาความเสี่ยงด้านล่าง ดังนี้
แนวรับ 650 จุด (เกิดวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง)
แนวรับ 800 จุด (ค่าพีอีจะเหลือ 8 เท่า ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่เกิดวิกฤตการเงินโลก)
แนวรับ 890 จุด (เกิดแรงขายตื่นตระหนก กดดัชนีติดลบ 2STD ค่าพีอีเหลือ 9 เท่า)
แนวรับ 980 จุด (เป็นแนวรับที่มีเหตุผลกรณีผันผวนระยะสั้น กดดัชนีติดลบ 1STD ค่าพีอีเหลือ 10 เท่า)
เศรษฐกิจไทยมิได้มีภูมิคุ้มกันผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อย่างไรก็ดี เรื่องราวการปรับตัวเชิงโครงสร้างและนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวใกล้ 4% ทั้งในปีนี้และปีหน้า
นโยบายเร่งลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ นโยบายเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย นโยบายช่วยเหลือให้มีบ้านหลังแรกและรถคันแรกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ปี 2556 ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหนุนให้กำไรของ บจ.เติบโตต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า เฉพาะนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจะช่วยหนุนกำไรให้โตราว 710% อยู่แล้ว
การปรับฐานราคาที่กำลังเกิดขึ้นจึงกลายเป็นโอกาสทยอยซื้อ โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งตลาดภายในประเทศ เช่น หุ้นมือถือ (DTAC, INTUCH, ADVANC) หุ้นค้าปลีก (CPALL, BIGC) หุ้นโรงพยาบาล (BGH) หุ้นธนาคาร (SCB, KTB) หุ้นอาหาร (TUF) แม้จะเป็นหุ้นส่งออก แต่ผลิตภัณฑ์ของ TUF เป็นอาหารราคาถูก ช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่คนจะลดการทานอาหารนอกบ้าน แต่ยังต้องทำอาหารทานเอง ทูน่าและอาหารทะเลกระป๋องจึงไม่ถูกกระทบหรืออาจดีขึ้นด้วยซ้ำ คล้ายๆ กรณีมาม่าบ้านเรานั่นเอง
ล่าสุดศุกร์ที่ผ่านมา ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดแสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ย่ำแย่ถึงขั้นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที แม้ไม่ส่งสัญญาณกระตุ้น แต่เฟดชี้ว่า ยังคงมีเครื่องมือพอที่จะหนุนเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น เฟดได้ขยายเวลาประชุมเฟดเป็น 2 วัน ในการประชุมเดือน ก.ย. (2021) เพื่อจะได้มีเวลามากขึ้นในการประเมินมาตรการที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ประเมินว่า มีโอกาสมากขึ้นที่ประธานเฟดต้องการเวลาในการชักชวนให้เสียงส่วนใหญ่คล้อยตามที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม (QE3) ดัชนี S&P500 ในวันศุกร์ที่ร่วง 2% ในช่วงแรก ตีกลับมาปิดบวก 1.5%
ช่วงสั้น ตลาดหุ้นบ้านเราลงมาเร็วเกินไป น่าจะเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิคได้บ้าง ความผันผวนจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ดึงจังหวะทยอยซื้อช่วงปรับฐานเท่านั้น สำหรับการเล่นสั้น อาจแบ่งขายทำกำไรช่วงตลาดรีบาวด์ โชคดีครับ







