
ชงเพิ่มชดเชยช่วยเกษตรกร50%ของทุน
กระทรวงเกษตรฯ หนักใจหาต้นทุนหนุนจ่ายน้ำท่วม 2,000 บาทต่อไร่แทบไม่ไหว โยนให้ฝ่ายนโยบายตัดสิน
กระทรวงเกษตรฯ หนักใจหาต้นทุนหนุนจ่ายน้ำท่วม 2,000 บาทต่อไร่แทบไม่ไหว โยนให้ฝ่ายนโยบายตัดสิน
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพิจารณาต้นทุนการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ ว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการรอคำตอบจากกระทรวงการคลังว่าเห็นด้วยกับที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอให้มีการปรับเพิ่มอัตราการชดเชยจากไร่ละ 606 บาท เป็น 50% หรือ 2,000 บาทต่อไร่
ทั้งนี้ หากกรมบัญชีกลางเห็นชอบก็จะสามารถนำมาใช้ได้ทันที แต่หากไม่เห็นด้วยตามที่เสนอก ก็เป็นเรื่องที่ครม.จะมีมติออกมาตามที่ฝ่ายนโยบายสั่งการ ซึ่งหากคำนวณจากต้นทุนที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินไว้ ก็คาดว่าจะทำให้ช่วยได้ถึงไร่ละ 2 พันบาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตอยู่ประมาณ 4 พันบาทต่อไร่
ทั้งนี้มีรายงานกล่าวว่า สศก.ได้พยายามที่จะทำเกณฑ์การช่วยเหลือให้ได้มากกว่า 2 พันบาทต่อไร่ ตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากหากพิจารณาตามเกณฑ์การช่วยเหลือจากการลงทุนจริงนั้น พบว่าสศก.ประเมินไว้ที่ 3,815 บาทต่อไร่ มาจากต้นทุนผันแปร 3,225บาทต่อไร่ ที่คิดจาก ค่าแรง ที่มาจากค่าเตรียมดิน ค่าเตรียมเมล็ดพันธุ์และปลูก ค่าดูแลรักษา ค่าเก็บเกี่ยว จำนวน 1,664 บาทต่อไร่ ค่าวัสดุที่ประกอบด้วย ค่าพันธุ์ ปุ๋ย ยา น้ำมัน วัสดุสิ้นเปลือง ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 1,444 บาทต่อไร่ ค่าดอกเบี้ยลงทุน 116 บาทต่อไร่ และต้นทุนคงที่ 589 บาทต่อไร่ ที่มาจากค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ค่าดอกเบี้ยลงทุนอุปกรณ์ ค่าเฉลี่ยต้นทุนก่อนให้การผลิต ซึ่งหากจะช่วยเหลือในเกณฑ์ 50% ของรัฐบาลจะอยู่ที่ประมาณ 1,907 บาทต่อไร่เท่านั้นจะไม่ถึง 2 พันกว่าบาทอย่างที่ฝ่ายนโยบายต้องการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ฝ่ายราชการยังกังวลว่าในบางกรณีเกษตรกรเพิ่งเริ่มปลูกยังมีเพียงค่าเตรียมดินและเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ต้นทุนจะไม่เกิน 1,664 บาทต่อไร่ หากช่วยเหลือ 50% หรือจะได้ประมาณ 800 บาทต่อไร่เท่านั้น ซึ่งเมื่อเสนอไปแล้วฝ่ายนโยบายจะมีความเห็นอย่างไร ในขณะที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ผ่านมานั้น กระทรวงเกษตรฯ ใช้เกณฑ์ช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากเป็นฝนตกนอกฤดูกาล โดยช่วยในเกณฑ์ 55% ทำให้ยอดการช่วยเหลืออยู่ที่ 2,098 บาทต่อไร่
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า กรณีการช่วยเหลือตามเกณฑ์ที่ฝ่ายนโยบายต้องการนั้นได้สร้างความหนักใจต่อฝ่ายข้าราชการเป็นอย่างมาก เนื่องจากการออกประกาศช่วยเหลือโดยกระทรวงการคลังจำเป็นที่จะต้องมีการคำนวนต้นทุนให้ชัด เพราะฉะนั้นส่วนต่างที่เกิดขึ้นทำให้นักใจว่าจะนำมาจากส่วนไหนที่จะสนับสนุนให้ยอดเงินช่วยเหลือเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งในเรื่องการช่วยเหลือนั้นอาจจะต้องล่าช้าออกไป เพราะจะต้องเกิดภายหลังการสำรวจความเสียหายไปแล้ว หากต้องจ่ายทันทีที่น้ำท่วมอาจจะเกิดปัญหาในการตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้







