posttoday
นโยบายเพิ่มกำลังซื้อหนุนศก.โตเพิ่ม1.5%

นโยบายเพิ่มกำลังซื้อหนุนศก.โตเพิ่ม1.5%

20 สิงหาคม 2554

กสิกรไทยเผยขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดันเศรษฐกิจโตอีก 1.5% จับตากลุ่มสิ่งทอ เชื่อกระทบสินเชื่อ 3,800 ล้านบาท สัญญาณชัดปีหน้าเจอดีแน่

กสิกรไทยเผยขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดันเศรษฐกิจโตอีก 1.5% จับตากลุ่มสิ่งทอ เชื่อกระทบสินเชื่อ 3,800 ล้านบาท สัญญาณชัดปีหน้าเจอดีแน่

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กรอบนโยบายเร่งด่วนในปีแรกของรัฐบาลที่เน้นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ด้วยการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท และขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำควบคู่กับการควบคุมอัตราดอกเบี้ยไม่ให้สูงจนเกินไป จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1.25 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 1.2% และหากรวมนโยบายลดค่าครองชีพประชาชนต่างๆ เข้าไปด้วยจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 1.5% รวมแล้วจะเติบโตได้ที่ 5%

“กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่ทำธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง สินค้าเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์และบริการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสินเชื่อร่วม 2 แสนล้านบาท หรือเกือบ 50% ของฐานสินเชื่อรวม 4.2 แสนล้านบาท ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ก็จะได้ประโยชน์จากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกอีกด้วย” นายปกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานสูง เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งธนาคารมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 1.3 หมื่นคน คิดเป็นสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท หรือ 5% ของสินเชื่อรวม แต่เชื่อว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภคได้

“ผมคาดว่าจะมีสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพียง 3,800 ล้านบาท หรือ 1% ของฐานสินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดหากพบว่าต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้นสูงกว่ากำไรสุทธิ” ผู้บริหารธนาคาร กสิกรไทย กล่าว

นายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจก่อสร้าง สิ่งทอ และการแปรรูปสินค้าเกษตร คือ 3 ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าจ้างของรัฐบาล เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ใช้แรงงานในการผลิตสูง มีต้นทุนแรงงานอยู่ราว 15-20% โดยธนาคารมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 5% ของสินเชื่อเอสเอ็มอี 1.87 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มสิ่งทอ เนื่องจากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนได้ เพราะต้องแข่งขันกับจีน

“ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นหรือไม่ แต่หากมีการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยก็จะช่วยลดต้นทุนการเงินเพื่อชดเชยได้บ้าง แต่ต้องดูให้สมดุลกับเงินเฟ้อด้วย ดังนั้นการที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้ธุรกิจกลุ่มนี้ย้ายฐานผลิตไปอยู่ตามแนวชายแดนก็เป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยลดต้นทุนแรงงานได้” นายไตรรงค์ กล่าว

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างจะส่งผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอีพอสมควร เนื่องจากธุรกิจนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาษีเข้ามาชดเชยเท่ากับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ สิ่งทอและโรงแรม ซึ่งธนาคารมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ 67 หมื่นล้านบาท และจากการลงพื้นที่สำรวจล่าสุดได้กำชับให้ลูกค้าพยายามลดต้นทุนด้านอื่นและมองหาตลาดใหม่เพื่อรองรับผลกระทบ

นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเอ็มอีและซัพพลาย เชน ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอีในปีหน้า คือ การปรับขึ้นค่าจ้าง อัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีต้นทุนค่าจ้างสูง 30-50% ของต้นทุนรวม หากขึ้นค่าจ้างแต่ความสามารถในการผลิตยังเท่าเดิมอาจประสบปัญหาได้ แต่หากมีการชะลอขึ้นดอกเบี้ย ก็ช่วยลดต้นทุนได้บ้าง

นายพงศ์พัฒน์ คุโรวาท ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ คาดว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันที่ 24 ส.ค.นี้ น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 3.50% เนื่องจากเงินเฟ้อยังเร่งตัวต่อเนื่อง ตามราคาอาหารที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ยังติดลบ  

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน