
'ออริเฟลม'เปิดแนวรุก ชิงตลาดอาหารเสริม
ผลวิจัยล่าสุดโดยสมาคมการขายตรงไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจขายตรงที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ประกอบกับแนวโน้มความใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น จากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตต่อเนื่อง
ผลวิจัยล่าสุดโดยสมาคมการขายตรงไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจขายตรงที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ประกอบกับแนวโน้มความใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น จากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตต่อเนื่อง
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ผลวิจัยล่าสุดโดยสมาคมการขายตรงไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจขายตรงที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ประกอบกับแนวโน้มความใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น จากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตต่อเนื่อง
ในปี 2553 ที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมูลค่า 2.66 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าเมื่อดูจากมูลค่าของตลาดและอัตราการเติบโต แสดงให้เห็นว่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นโอกาสทองที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ไม่น้อย
ล่าสุด บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงสัญชาติสวีเดน ที่มีจุดขายหลักที่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสีสันและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว จึงประกาศรุกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเต็มกำลังเพื่อแย่งเค้กใหญ่ก้อนนี้ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ “Wellness by Oriflame”
ศุภราภรณ์ เอสซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการสำรวจตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี เช่นเดียวกับตลาดโลก เนื่องจากผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับแต่ละคนมีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง ความเครียดเพิ่มขึ้นจากการทำงาน จึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
จากข้อมูลของยูโร มอนิเตอร์ ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยมีมูลค่า 2.66 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่เติบโตสูงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและความงาม ออริเฟลม จึงตัดสินใจนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวลเนส บาย ออริเฟลม มาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.ปีนี้ รวม 5 ผลิตภัณฑ์
“กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่ช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจขายตรง คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในสัดส่วน 35 และ 30% ตามลำดับ การนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาทำตลาดจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับออริเฟลมไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้” ศุภราภรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีสัดส่วน 25% จากยอดขายรวม ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของออริเฟลมยังเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว มีสัดส่วน 35-40% รองลงมาเป็นกลุ่มเครื่องสำอางและสีสัน 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องหอม 5%
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่ม “เวลเนส บาย ออริเฟลม” ได้รับการพัฒนามาจากบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสวีเดน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ได้แก่ 1.นูทรี เชค 2.ฟิชออยล์ 3.สวีดิช คอมเพล็กซ์ 4.มัลติวิตามิน แอนด์ มิเนอรัล สำหรับผู้ชาย และ 5.มัลติวิตามิน แอนด์ มิเนอรัล สำหรับผู้หญิง คาดว่า นูทรี เชค จะเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีส่วนแบ่งของยอดขายมากกว่า 50% ในกลุ่มสินค้าเสริมอาหาร
ศุภราภรณ์ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้ได้เปิดตัวที่สวีเดนเป็นประเทศแรก ต่อมาเปิดตัวที่ 6 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา ไทย และจีน โดยในไทยได้ทุ่มงบรวม 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ตามนิตยสารต่างๆ และให้สมาชิกของออริเฟลมจำนวนกว่า 2 หมื่นรหัส ได้ทดลองซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 1 เดือน และอบรมสมาชิกให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อให้สามารถอธิบายแก่ลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ







