
รัฐรับค่าจ้างเข้าไตรภาคี
เอกชนได้ทีขอช่วยลดกระทบต่อรองเรียกว่าเพิ่มรายได้แทน
เอกชนได้ทีขอช่วยลดกระทบต่อรองเรียกว่าเพิ่มรายได้แทน
เอกชนถกรัฐโยนปรับค่าจ้าง 300 บาท เข้าคณะกรรมการไตรภาคีร่วมตัดสิน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ว่า ภาครัฐเห็นด้วยที่จะนำเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งมีทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลเข้าร่วมการพิจารณา เพื่อให้เกิดการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง
เอกชนได้ขอให้รัฐบาลวางมาตรการลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว เพราะค่าจ้างที่จะปรับขึ้นถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดด ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ยังเน้นใช้แรงงานเป็นหลัก
“การหารือภาครัฐครั้งนี้ ทำให้เอกชนมีโอกาสได้อธิบายและแสดงความเห็นต่อมาตรการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งทุกฝ่ายก็เข้าใจดี กรณีที่เอกชนเสนอให้ทยอยปรับขึ้นภายใน 34 ปีนั้น ในหลักการภาครัฐเห็นด้วยไม่ควรจะปรับขึ้นทันทีทั้งหมด แต่คงต้องมาคุยกันอีกครั้ง ทาง รมว.คลัง ก็ชี้แจงว่าจะมีมาตรการลดผลกระทบมาช่วยเหลือ เช่น สนับสนุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ และมาตรการภาษี หลังจากนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องไปจัดทำรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ เพื่อนำกลับมาหารือครั้งหน้า” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ กล่าวถึงเวทีประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า คงจะมีโอกาสได้หารือร่วมกัน เท่าที่ทราบนายกรัฐมนตรีก็สนใจที่จะเดินทางมาพบกับ ส.อ.ท.ด้วยตัวเอง แต่ต้องหลังแถลงนโยบายต่อสภาก่อน
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า การหารือครั้งนี้มีข้อสรุป 2 เรื่อง คือ 1.ภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องร่วมกันเรียกนโยบายปรับค่าจ้างครั้งนี้ว่า การเพิ่มรายได้ต่อวันเป็น 300 บาทขึ้นไป ไม่ใช่การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะคำว่ารายได้จะรวมถึงค่าสวัสดิการอื่นๆ ที่นายจ้างจ่ายให้เอกชนอยู่แล้ว เช่น ค่าอาหาร ค่ารถรับส่ง ค่าที่พัก เป็นต้น
นอกจากนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะสอดคล้องกับประสิทธิภาพแรงงานที่ต้องเพิ่มขึ้นด้วย 2.ไม่ต้องปรับขึ้นค่าจ้างทันที แต่มีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด ส่วนจะเป็นลักษณะไหน เป็นขั้นบันไดหรือไม่ ต้องกลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างทันทีจะส่งผลกระทบระยะสั้นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 40% และท้ายสุดผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจจะต้องปรับราคาจำหน่ายตามไปด้วย อีกทั้งระยะยาวบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นอาจจะทบทวนแผนลงทุนในไทย ที่เดิมจะย้ายฐานผลิตที่เหลือมาไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนต่างๆ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ







