
เตรียมพร้อมเปิดเสรี
...ทีมข่าวตลาดหุ้น-ทุน
ตลาดไม่ได้ประหลาดใจกับนโยบายผ่อนปรนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการอนุญาตให้ขนเงินออกไปต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อต้องการเปิดประตูให้เงินมีทางไหลออกไปกว้างขึ้น ลดการแข็งค่าของเงินบาท หรือเพิ่มเครื่องมือบริหารความเสี่ยง บริหารสภาพคล่องหรือบริหารการลงทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ธปท. ขยายวงเงินมานานแล้ว และหากธปท. ยังฝืนกระแส คงปิดกั้นอยู่เช่นเดิม จะกลายเป็นอุปสรรคหรือจุดอ่อนที่นักลงทุนต่างชาติหยิบยกมาเป็นเหตุผลที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยน้อยลง ในยุคไร้พรมแดนเช่นปัจจุบันนี้
แต่สิ่งที่ธปท. ต้องการจะให้เกิดขึ้น คงไม่สามารถเสกปรากฏการณ์ให้เห็นได้ภายในพริบตา โดยเฉพาะเงินบาทอ่อนค่า หรือการโหมกระหน่ำขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศกันมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงผูกติดอยู่กับหลายปัจจัย แต่อย่างน้อยมาตรการนี้ก็เป็นการประกาศให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยเปิดเสรีการนำเงินเข้าส่งเงินออกมากขึ้นแล้ว แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการผ่อนปรนนี้อาจจะเป็นดาบสองคมเข้ามาจ้วงแทงคนไทยในอนาคตก็ตาม หากคนไทยไม่พร้อมหรือทางการดูแลไม่ทันท่วงทีกับสถานการณ์ที่อาจจะพลิกผันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต. กล่าวว่า ธปท.ขยายวงเงินลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มจากเดิม 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้นเป็นเรื่องที่ดี และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเสรีในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2555 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอาเซียนจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะเปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติข้ามเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกันได้ และปี 2558 ก็จะเปิดเสรียิ่งขึ้น ดังนั้นการขยายวงเงินจะช่วยเพิ่มความคุ้นเคยสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าขณะนี้ยังใช้ไม่เต็มวงเงิน 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม คาดว่าใช้ประมาณ 5060% เท่านั้น
“
วงเงินลงทุนที่ขยายถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น อาจจะไม่มีใครมาขอใช้มากขนาดนั้นก็ได้ หากภาวะตลาดต่างประเทศไม่เอื้ออำนวย หรือไม่มีสินค้าให้เลือกลงทุน เพราะนักลงทุนที่จะไปลงทุนจะต้องมีความกล้า ซึ่งเห็นได้จากที่ผ่านมานักลงทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุนรวมเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) เป็นกลุ่มผู้ฝากเงินจึงระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงมากๆ ทำให้พันธบัตรของรัฐบาลเกาหลีประสบความสำเร็จมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ และอัตราผลตอบแทนสูงถึง 4% ต่อปี แต่ขณะนี้ลดลงมาเหลือ 1% แล้ว ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) จะต้องพัฒนาตัวเองและหาสินค้าตัวใหม่ที่โดนใจนักลงทุน อาทิ กองทุนที่ให้ความคุ้มครองเงินต้น หรือกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีหุ้น โดยเฉพาะของประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงๆ”ขณะเดียวกันวงเงินลงทุนต่างประเทศที่ขยายยังรองรับกับการพัฒนาตลาดทุนไทย ซึ่งแผนพัฒนาตลาดทุนไทยกำหนดทิศทางจะก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างชัดเจน และมีตารางเวลาที่แน่นอน โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงการเปิดประตูตลาดทุนไทยให้กว้างขึ้น เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นแห่งที่สอง หรือดูโอลิสติง
ล่าสุดที่ประชุมของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนประจำเดือนม.ค. 2553 ได้มีมติให้จัดตั้ง Gold ETF หรืออีทีเอฟทอง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน พร้อมทั้งจะสนับสนุนให้ร้านค้าทองเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนี้ ทั้งนี้ Gold ETF เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงเงินที่ก.ล.ต. ได้รับจัดสรรให้ไปลงทุนต่างประเทศ เพราะ Gold ETF มี 2 รูปแบบ คือ (1) กองทุนรวม Gold ETF ที่ไปลงทุนในกองทุนรวมของต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในทองคำ ซึ่งกรณีนี้จะต้องมีการขออนุมัติวงเงินจากธปท. และ (2) กองทุนรวม Gold ETF ที่ลงทุนโดยตรงในทองคำแท่งในประเทศ ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องขออนุญาตไปลงทุนต่างประเทศ แต่จะต้องมีผู้รับรองคุณภาพและผู้เก็บรักษาทองคำแท่งที่มีความสามารถ ความชำนาญ และระบบงานที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานคุณภาพและสามารถเก็บรักษาทองคำแท่งได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ยังจะมี ETF ที่อ้างอิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์หรือสินค้าล่วงหน้าตัวอื่นๆ ด้วย เช่น อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า
ส่วนดูโอลิสติง แนวโน้มจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเฉพาะทางซีไอเอ็มบี บริษัทแม่ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ที่ประกาศตัวว่าจะแบ่งหุ้นสามัญส่วนหนึ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยและเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยจองซื้อและถือลงทุนประมาณเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อขายหุ้นครั้งแรกให้นักลงทุนไทย (ไอพีโอ) แล้ว ทางซีไอเอ็มบีจะต้องแปลงสกุลเงินบาทเป็นเงินริงกิต และขออนุญาตส่งเงินกลับประเทศมาเลเซีย
และในปีนี้น่าจะยังมีบริษัทไทยที่ไปร่วมลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอย่างน้อย 1 แห่ง และเมื่อขายหุ้นได้ก็ต้องนำเงินออกไปขยายการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงในอนาคตจะมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและตลาดหุ้นเวียดนามเข้ามาดูโอลิสติงตลาดหุ้นไทยอีกด้วย ดังนั้นการขยายวงเงินเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐก็จะมารองรับการพัฒนาตลาดทุนได้อีกหลายปี
ส่วนนโยบายของธปท. จะช่วยทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น ทางบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ยังเชื่อว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่าเช่นเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค แต่อาจจะช่วยทำให้เงินบาทไม่แข็งค่าเร็วเกินไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่ผันผวนน้อยลงจะเอื้อต่อการทำธุรกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันส่งออกของไทย เพราะลูกค้าจะไม่สามารถนำเรื่องค่าเงินมาต่อรองราคาสินค้าได้เหมือนที่ผ่านมา และผู้ประกอบการยังจะได้กำไรมากขึ้นจากการแปลงรายได้ที่ได้มาในรูปเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ทำให้ตอบแทนผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงานและคนงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่งขึ้น
ขณะที่ ไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฝ่ายต่างประเทศ กล่าวกรณีธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นว่า เป็นผลดีในทางจิตวิทยา และเป็นเรื่องที่ดีที่ธปท. หรือภาครัฐหันมาสนใจเรื่องการเคลื่อนย้ายการลงทุน เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วทำกัน เป็นผลดีต่อธุรกิจในการที่จะดำเนินการลงทุน หรือผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจด้านอาหาร เกษตร ก่อสร้าง งานฝีมือ เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังและมีมาตรการอื่นๆ รองรับด้วย เพราะฉะนั้นนโยบายเปิดประตูประเทศไทยของธปท. น่าจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยลงสนามแข่งบนเวทีโลกได้ดีขึ้น และทราบข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องหรือใกล้ความจริงมากกว่าที่ผ่านมา







