posttoday
ไล่ดูดเงินฝากสั้นมาฟันกำไร

ไล่ดูดเงินฝากสั้นมาฟันกำไร

16 กุมภาพันธ์ 2553

เทศกาลล่าเงินฝากเริ่มปะทุขึ้นมาแล้ว บางธนาคารอาศัยจังหวะเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลความรักวาเลนไทน์ ออกแคมเปญแจกอั่งเปาด้วยการให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าปกติ 0.250.75% เพื่อดึงเงินฝาก

ธนาคารพาณิชย์ต่างออกผลิตภัณฑ์มาแย่งชิงเงินฝากบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนัก และบริษัทเอกชนที่มีสภาพคล่องล้นเหลือให้มาฝากเงินทั้งๆ ที่สินเชื่อก็ไม่ขยับมากนัก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนแห่ไปฝากจำนวนมาก เพราะดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ บางธนาคารเพิ่มเป็น 3,0005,000 ล้านบาท ในเวลาแค่วันสองวัน

การล่าเงินฝากด้วยดอกเบี้ยสูงไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนเท่านั้นที่ขยับตัว กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่กว่า 6,000 แห่ง ที่มีเงินฝากร่วม 1.4 ล้านล้านบาท ก็กลายเป็นเป้าหมายหนึ่งที่เกิดการเคลื่อนย้ายเงินฝาก

บางธนาคารเสนอเงินฝากระยะสั้น 1 วัน 7 วัน และ 14 วัน ที่ยั่วยวนใจ 0.501.0%

จนในที่สุดชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ได้รับผลกระทบการถูกแย่งชิงเงินฝาก จึงหันมาร่วมวงสงครามแย่งเงินฝากกลุ่มสมาชิกสหกรณ์กลับคืนมา ด้วยการเสนอปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น 7 วัน และ 14 วัน ที่ระดับ 1.10% ซึ่งสูงกว่าระบบพาณิชย์อยู่ 0.10%

จำนวนดังกล่าวอาจดูน้อยนิด แต่ถ้าฝากเงินคราวละ 100 ล้านบาท ก็มากโข...

นายเฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานชสอ. เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเปิดจำหน่ายตั๋วสัญญาใช้เงินประเภท 7 วัน และ 14 วัน วงเงินซื้อขั้นต่ำ 1 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย 1.10% ซึ่งสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่ให้ดอกเบี้ย 0.51% โดยเฉพาะธนาคารธนชาตที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากประเภท 7 วัน และ 14 วัน ที่ระดับ 1%

ชสอ.ตั้งเป้าว่าจะระดมเงินฝากได้ 2,000 ล้านบาท ในห้วงวันที่ 12 ก.พ.31 มี.ค. 2553

“เราต้องการรักษาฐานเงินและดึงเงินฝากของสมาชิกสหกรณ์ที่หันไปฝากเงินระยะสั้น 7 วัน และ 14 วัน กับธนาคารพาณิชย์อื่น จึงต้องให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ ประกอบกับในช่วงเดือนก.พ.มี.ค.ของทุกปี จะเป็นช่วงที่สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ จะประชุมใหญ่ จึงต้องการใช้เงินมาจ่ายเงินปันผลคืนสมาชิก” นายเฉลิมพล กล่าว

ประเด็นที่น่าสงสัยคือ มีปัจจัยอะไรทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างโหมออกแคมเปญดึงเงินฝากด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ จนบางแห่งขยับขึ้นไปอยู่ที่ 0.51.25%

มองในแง่การตลาด การสร้างแบรนด์สินค้าและการสมนาคุณพิเศษก็น่าสนใจที่จะลงมาเล่นเพื่อกวาดต้อนลูกค้ามาใช้บริการ

ธนาคารต่างประเทศรายหนึ่งชี้โพรงไปว่า เป้าหมายในทางการบริหารเงินของการเร่งระดมเงินฝากระยะสั้น 7 วัน และ 14 วันนั้น ก็เพื่อนำไปปล่อยกู้ในตลาดกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) เพื่อหาส่วนต่างกำไรในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง

เพราะต้นทุนเงินฝากแค่ 0.501.0% แต่หากนำมาปล่อยกู้ในตลาดอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืนก็ได้ดอกเบี้ย 1.15% ส่วนต่างก็ตก 0.150.25%

ถ้านำไปปล่อยกู้ในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) ประเภท 7 วัน และ 14 วัน ที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.25% ก็จะมีส่วนต่าง 0.25%

อีกช่องทางหนึ่งคือนำไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลผ่านการรับซื้อตั๋วเงินคลัง หรือตั๋วเงินระยะเวลา 2030 วัน ที่ให้ผลตอบแทน 1.19%

รายได้ดังกล่าวเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งจะตก 0.080.10% ก็ยังพอมีส่วนต่างที่จะให้เงินทุกบาทที่ระดมมาทำงานโดยที่ธนาคารไม่ต้องออกแรงมากนัก

หรือต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกันการเข้าไปเจาะเซฟขุมทรัพย์ของกลุ่มสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบ 7,000 แห่ง มีสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อดึงเค้กเงินฝากมาเพียง 1% หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

จากนั้นก็นำมาบริหารผ่านการประมูลตั๋วเงินคลังรายวัน หรือปล่อยกู้ในตลาดอาร์/พี หรือให้กู้ในอินเตอร์แบงก์ แค่นี้ก็รับไปจนพุงปลิ้นแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค