
ชิงเค้กเงินสปส.45,000ล้าน
การบริหารเงินกองทุนประกันสังคม (สปส.) ก้อนมหึมา8.3 แสนล้านบาท
การบริหารเงินกองทุนประกันสังคม (สปส.) ก้อนมหึมา8.3 แสนล้านบาท
ที่เป็นเงินของผู้ประกันตน 10 ล้านคน กำลังถูกจับตามองในความโปร่งใส มีการ บริหารจัดการเงินอย่างมืออาชีพและเป็นโจทย์ที่ท้าทายของหน่วยงานนี้ที่จะชนะเงินเฟ้อ และมีเงินเพียงพอจ่ายคืนผู้ประกันตนในอนาคต
ในแต่ละปี สปส.จะมีเงินสมทบจากผู้ประกันตนเข้ามา 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งจำนวน 1 แสนล้านบาท จะต้องกันไว้เพื่อใช้จ่ายด้านสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของผู้ประกันตน จึงจะมีเงินส่วนที่เหลือร่วม 5 หมื่นล้านบาท จะเป็นเงินที่จะต้องนำมาลงทุนหาผลตอบแทน
นี่คือเค้กก้อนใหญ่ที่ทำรายได้ให้สมาชิกและคนที่จะมาบริหาร
แหล่งข่าวจาก สปส. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารการลงทุนของ สปส. ได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ สปส. พิจารณาแผนลงทุนในประเทศสำหรับปี 2555 จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท โดยเสนอให้มีการแบ่งเงินลงทุนเป็น 6 กอง กองละ 7,500 ล้านบาท และเปิดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เสนอตัว เสนอเงื่อนไขเข้ามาบริหารเงินลงทุน
นอกจากนี้ ยังตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือก บลจ.ขึ้นมา 9 คน มี นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงานและประธานบอร์ด สปส.เป็นประธานอนุกรรมการฯ ส่วนกรรมการอื่นประกอบด้วย ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง1 คน นายจ้าง 1 คน ตัวแทนกระทรวงการคลัง 1 คน ข้าราชการในสังกัด สปส. อีก 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการลงทุนอีก 3 คน เพื่อคัดเลือกมือดีมาบริหารเงิน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมบอร์ด สปส.ถกเถียงกันอย่างหนัก ในที่สุดก็ยังไม่อนุมัติแผนการลงทุน
เนื่องจากมีการทักท้วงว่าจำนวน บลจ. 6 แห่งถือว่ามากเกินไป และการซอยงบลงทุนลงเหลือน้อยกว่า 7,500 ล้านบาท ก็เปิดโอกาสให้ บลจ.ขนาดเล็ก ที่มีทุนจดทะเบียนต่ำเข้าร่วมเสนอตัวได้
อีกทั้งสัดส่วนคณะอนุกรรมการที่คัดเลือก บลจ.มีสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิมากจนเกินไป และจะหาผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ บลจ.ต่างๆ ได้ยาก
ที่ประชุมจึงมีมติเลื่อนการพิจารณาออกไป และให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด สปส.อีกครั้งปลายเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่คณะกรรมการ สปส.ชุดปัจจุบันหมดวาระลง และเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่มาทำหน้าที่แทนพอดี
จะเห็นได้ว่าการพิจารณาในเรื่องการบริหารจัดการเงินกองทุนสปส.มีอะไรซ่อนอยู่ไม่น้อย
มืออาชีพเสนอตัวมาบริหารมากก็มีปัญหา เปิดทางให้รายเล็กแข่งกับรายใหญ่ก็เจอทางตัน กรรมการที่เชี่ยวชาญมากก็ติดขัด
การคัดสรรมืออาชีพมาบริหารจัดการเงินจึงชะงัก ว่ากันว่า สปส.มีอัตราการจ่ายผลตอบแทนในการบริหารเงินที่ต่ำกว่าที่อื่นที่คิดกันอยู่ 0.4-0.5% นั่นหมายถึงว่า ปีหนึ่งจะต้องจ่ายค่าบริหารจัดการ 200-225 ล้านบาท
ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า แผนการลงทุนในประเทศดังกล่าวเป็นการขออนุมัติในหลักการ เนื่องจาก บลจ.ที่ดูแลเงินลงทุนให้ สปส. เดิมมีอยู่ 5 ราย วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท หรือบริหารอยู่รายละ 6,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีอยู่ 3 ราย ที่บริหารไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2 ปีซ้อน จึงถูกคัดออก เหลือ บลจ.มืออาชีพบริหารอยู่แค่ 2 ราย ซึ่งถือว่าน้อยไป จึงเสนอเพิ่ม บลจ.มาบริหารเงินอีก 6 ราย แต่ก็ยังติดอยู่ในชั้นของอนุกรรมการ
แม้ ปั้น ไม่ได้ระบุว่า ทำไม่บรรลุเป้าเป็นอย่างไร แต่ผู้บริหารกองทุนรู้ดีว่า ทำผลตอบแทนไม่เข้าเป้าอาจต่ำกว่าเงินเฟ้อหรือเงินฝาก
บลจ.ที่บริหารเงินลงทุนไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดของ สปส. ได้แก่ บลจ.กรุงไทย และ บลจ.วรรณ ฯลฯ จึงเหลือแค่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.ธนชาต บลจ.ทิสโก้ ที่ยังทำหน้าที่บริหารเงินอยู่ 1.8 หมื่นล้านบาท
คอยติดตามดูการชิงเค้กบริหารเงินคน 10 ล้านคนให้ดี...
สำหรับวงเงินลงทุนส่วนใหญ่กว่า 8 แสนล้านบาท ยังอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานบริหารเงินลงทุนสปส.ที่มีพนักงานประมาณ 50 คน ในขณะเมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารเงินลงทุนระหว่างสำนักบริหารการลงทุนกับบริษัทจัดการกองทุนรวมเอกชนผลตอบแทนแทบจะไม่แตกต่างกัน อาจจะเป็นเพราะถูกตีกรอบการลงทุน
แต่เทียบกับค่าบริการจัดการที่สปส.จะต้องจ่ายให้กับบลจ.ซึ่งสปส.บอกว่าค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการลงทุนต่ำกว่าตลาดทั่วไปที่คิด 0.4% แต่ก็ไม่สามารถที่จะเปิดเผยรายละเอียดได้ ถ้า คำนวนคร่าวๆวงเงินลงทุน 4.5 หมื่นล้านบาทคิดค่าธรรมเนียม 0.4% ปีๆหนึ่งสปส.จะต้องจ่ายเงินค่าบริหารจัดการลงทุน 180 ล้านบาท
เมื่อเทียบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)มีเจ้าหน้ที่ดูแลพอร์ตประมาณ100120 คน ดูแลพอร์ตการลงทุนกบข.ประมาณ 4 แสนล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนของกบข.กับสปส.ก็ใกล้เคียงกันอยู่ที่45 %
ส่วนการว่าจ้างบลจ.บริหารเงินลงทุนในต่างประเทศ 6,000 ล้านบาท คณะอนุกรรมการการลงทุนได้เสนอบลจ.ธนชาต ซึ่งเป็นบลจ.รายเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ก็ต้องถูกเบรคการลงทุนไปก่อนเนื่องจากในต่างประเทศยังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะรีบเคาะอนุมัติแผนการลงทุนทั้งๆที่บอร์ดชุดนี้เป็นแค่บอร์ดรักษาการ อย่างไงก็ตามโดยมารยาทแล้วการตัดสินใจการลงทุนต้องรอบอร์ดชุดใหม่มาตัดสินใจจะเหมาะสมกว่าเพราะจะต้องรับผิดชอบเงินของผู้ประกันตนกว่า10ล้านคน







