posttoday
เตรียมตั้งรับศก.โลกชะลอตัวเกินคาด (ตอน 1)

เตรียมตั้งรับศก.โลกชะลอตัวเกินคาด (ตอน 1)

12 สิงหาคม 2554

สรุปย่อ : เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอลงแรงเกินคาด อันเป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลก

สรุปย่อ : เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอลงแรงเกินคาด อันเป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลก

โดย..สุรศักดิ์  ธรรมโม

และลุกลามมายังภาคธุรกิจที่แท้จริงให้ขาดความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

มีความเป็นไปได้สูงมากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ครั้งที่ 3 แต่ QE ครั้งใหม่นี้จะไม่ได้ผลเช่นเดียวกับ 2 ครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐให้ขยายตัว แต่อาจจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในภาคการเงินในตลาดหุ้นได้บ้าง แต่ความเชื่อมั่นนี้จะจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหลังดำเนินนโยบาย QE 2 ครั้งก่อน

QE ครั้งใหม่นี้ จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลก อัตราแลกเปลี่ยน และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ในตลาดการเงินและตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอาจจะต้องนำมาใช้เพื่อลดผลเสียของเงินราคาถูกจากสหรัฐ

ปัจจัยสำคัญที่น่าจะเป็นความเสี่ยงสำคัญในอนาคต และยังไม่ได้รับการพิจารณาคือ ความเสี่ยงของการชะลอลงอย่างแรง (Hard Landing) ของเศรษฐกิจจีน อันเนื่องจากผู้นำจีนได้ลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจในประเทศ โดยมีสมมติฐานว่าเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐและยุโรปในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวที่ 34% และ 23% ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ

แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลล่าสุด เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปในปีนี้อาจจะขยายตัวที่ประมาณ 1.7% และ 1.6% ตามลำดับ และในปีหน้าอาจจะต่ำกว่านั้น ถือว่าต่ำกว่าการคาดการณ์ของผู้นำจีนมาก

ผลก็คือมาตรการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนที่ทำมาจึงเป็นมาตรการที่แรงเกินไป เมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจจริง ที่เศรษฐกิจในประเทศและนอกประเทศกำลังชะลอตัวลง ถ้าจีนไม่กลับมาดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งแรกของปีหน้า (2555) เศรษฐกิจโลกในปี 2555 อาจจะมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวอย่างมากควบคู่ไปกับภาวะเงินเฟ้อสูง (Stagflation)

1.บทความนี้มี 3 ตอน และทยอยตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 ส.ค. จนถึงวันศุกร์ที่ 26 ส.ค. ทั้งนี้ท่านผู้อ่านสามารถสรุปย่อในด้านบนได้ เพราะเป็นการสรุปรวบยอดของเนื้อหาทั้ง 3 ตอนทั้งหมด

2.ตั้งแต่ต้นปีนี้ ผมมีมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเคยเขียนไปในบทความครั้งก่อนๆ แล้ว แต่จากข้อมูลล่าสุดของจีดีพีสหรัฐที่ปรับปรุงใหม่เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2554 นั้น ชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐนั้นแย่กว่าที่ผมคาดไว้เป็นอันมาก

กล่าวคือ ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีนี้ จีดีพีปรับปรุงใหม่ ขยายตัวเพียง 0.4% และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่ข้อมูลครั้งก่อนชี้ว่าจีดีพีสหรัฐในไตรมาสแรกขยายตัว 1.9%

เมื่อผนวกกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้นำประเทศตะวันตกตั้งแต่ยุโรปจนถึงสหรัฐไม่สามารถใช้เครื่องมือทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว และยังต้องลดการใช้จ่ายการคลัง

โดยในกรณีของยุโรปนั้น จะต้องลดการใช้จ่ายการคลังทันที ในขณะที่ของสหรัฐจะต้องเริ่มลดในปีหน้า แต่ตลาดกลับตอบสนองเหมือนกัน โดยประเมินว่าสหรัฐและยุโรปจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาก

นักลงทุนส่วนหนึ่งมองว่า มีความเป็นไปได้พอสมควรที่เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาถดถอยอีกครั้งหนึ่ง (Double Dip Recession) ผลก็คือนักลงทุนทั่วโลกต่างพากันเทขายหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก จนระดับการขายหุ้นในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีความรุนแรงคล้ายๆ กับในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ครั้งที่ 2

ถ้านักลงทุนยังคงขาดความเชื่อมั่นและยังทยอยเทขายหุ้นต่อไปเรื่อยๆ ระดับของดัชนีหลักทรัพย์จะเริ่มเข้าสู่รูปแบบเดียวกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกพบกับวิกฤตเลห์แมนในปี 2551 (Lehman Moment)

3.ในความเป็นจริง ปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ต่างจากกรณีในปี 2551 เป็นอย่างมาก กล่าวคือ ในปี 2551 ปัญหามาจากสถาบันการเงินสหรัฐ มาจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ หรือมีลักษณะเป็นปัญหาที่เกิดจากระดับจุลภาคไปยังมหภาค (Bottom Up) นำไปสู่วิกฤตสถาบันการเงิน การเร่งคืนหนี้สินและวิกฤตเศรษฐกิจโลกในที่สุด

แต่ในครั้งนี้ ปัญหามีลักษณะมหภาคไปยังจุลภาค (Top Down) กล่าวคือ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะสหรัฐและยุโรปไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขาดความเชื่อมั่นในสถานะการคลังของสหรัฐและยุโรปเพราะมีหนี้สินมากเกินไป

และในต้นปีสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น มีส่วนให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทั่วโลกเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันแพงและการชะงักของห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ m

&<2288;

หมายเหตุ : โปรดติดตามตอนที่ 2 และ 3 ในวันศุกร์ที่ 19 และ 26 ส.ค. 2554

 

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย