posttoday
เอสซีจี สบช่อง ศก.เวียดนามโต ขยายลงทุนเพื่อนบ้าน โกยกำไร

เอสซีจี สบช่อง ศก.เวียดนามโต ขยายลงทุนเพื่อนบ้าน โกยกำไร

03 กุมภาพันธ์ 2553

...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ โรงงานวีนาคราฟท์ เปเปอร์ ผู้ผลิตกระดาษคราฟท์รายใหญ่ในประเทศเวียดนาม ซึ่งร่วมทุนระหว่างบริษัท เอสซีจี เปเปอร์ ถือหุ้นใหญ่ 70% และบริษัท เรนโก จากญี่ปุ่น ถือหุ้น 30%

ชวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ กล่าวว่า การเลือกเปิดโรงงานที่เวียดนาม เพราะเวียดนามคือคู่ค้าเก่าแก่ที่บริษัทส่งกระดาษคราฟท์เข้ามาขายให้นานกว่า 10 ปีแล้ว

ปัจจุบันเศรษฐกิจของเวียดนามขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และแนวโน้มความต้องการใช้กระดาษก็เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี คาดว่าปีนี้ความต้องการกระดาษคราฟท์จะทะลุ 1 ล้านตัน จากเดิมอยู่ที่ 9.2 แสนตัน

“เราใช้เวลา 3 ปีก่อนตัดสินใจลงทุน โดยพิจารณาจากจุดเด่นของเวียดนาม ที่ทุกจังหวัดจะมีนิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนโดยเฉพาะ ทำให้ขั้นตอนอนุมัติรวดเร็ว ถ้าเตรียมเอกสารครบ 7 วัน ก็ได้รับอนุมัติ เช่นเดียวกับการติดต่อขอสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างดี จึงตัดสินใจเลือกลงทุนที่เวียดนามในที่สุด” ชวลิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม เอสซีจี เปเปอร์ ยืนยันไม่ทิ้งฐานการผลิตในไทย เพียงแต่ต้องการขยายโอกาสการลงทุนมาที่เวียดนาม เพื่อให้เป็นฐานผลิตแห่งที่ 2 เท่านั้น และไม่เคยมองเวียดนามเป็นคู่แข่ง

ตรงกันข้าม เอสซีจี เปเปอร์ ต้องการสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ไม่เฉพาะด้านการค้าอย่างเดียว หากแต่รวมถึงด้านการลงทุนและการใช้แรงงานด้วย เพื่อรองรับความร่วมมือภายใต้กรอบประชาคมอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

“เราไม่ได้มองเวียดนามเป็นคู่แข่ง แต่กลับเป็นโอกาสเสริมทำให้อาเซียนดีขึ้น ซึ่งไทยไม่ควรเจริญคนเดียว ต้องช่วยกันผลักดันให้ทุกประเทศในภูมิภาคเจริญด้วยกัน เมื่อเวียดนามกลายเป็นฐานการผลิต ก็จะช่วยทำให้ทั้งภูมิภาคเติบโตได้อีกทางหนึ่ง” ชวลิต กล่าว

ด้าน โฉลกพร ผลชีวิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนา คราฟท์ เปเปอร์ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของ วีนา คราฟท์ฯ มุ่งขายในเวียดนามกว่า 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมด อีกประมาณ 10% จะกระจายส่งออกไปยังกัมพูชาและฟิลิปปินส์ คาดว่าจะสามารถส่งออกไปที่กัมพูชาได้ภายในปีนี้ เพราะเป็นตลาดที่ยังมีการเติบโตดีเช่นกัน ซึ่งในอนาคต วีนา คราฟท์ฯ อาจเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปกัมพูชาก็เป็นได้ เนื่องจากเส้นทางคมนาคมสะดวก

ในช่วงแรก และในขณะเดียวกันการไปกัมพูชาจะช่วยลดต้นทุนทางอ้อมได้อีก เพราะเมื่อส่งกระดาษออกไปขายแล้วยังสามารถขนเศษกระดาษกลับเข้ามาด้วย ซึ่งปัจจุบันราคากระดาษมีราคาแพง เฉลี่ยอยู่ที่ 240250 เหรียญสหรัฐต่อตัน และเคยขึ้นไประดับสูงสุดเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาที่ 270 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนราคาอยู่ที่ 180 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ทั้งนี้ วีนา คราฟท์ฯ จะใช้กำลังการผลิตเพียง 85% ของกำลังการผลิตทั้งหมด หรือผลิตกระดาษอยู่ที่ 1.85 แสนตันต่อปี เฉลี่ย 600 ตันต่อวัน และจะเพิ่มการเดินเครื่องเต็ม 100% ในปี 2554 โดยมีกำลังผลิตเพิ่มเป็น 2.2 แสนตันต่อปีหลังจากมีโรงงานกระดาษคราฟท์แล้ว กลยุทธ์ต่อไปคือ การต่อยอดธุรกิจสู่โรงงานกล่อง ล่าสุด เอสซีจี เปเปอร์ ได้ซื้อหุ้นบริษัท นิว เอเซียอินดัสทรี ที่เวียดนาม มูลค่า 770 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ารายได้ปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทั้งปีทำได้ 4.2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาท จากโรงงานวีนา คราฟท์ที่ 2,500 บาท และนิวเอเชียอีก 1,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน