
รออีก6เดือนคนไทยได้กินหมูถูก
เนื้อหมูราคาแพงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระทบกับปากท้องของผู้บริโภค
เนื้อหมูราคาแพงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระทบกับปากท้องของผู้บริโภค
จากเมื่อต้นปีราคาหน้าเขียงอยู่ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ขยับขึ้นไปถึง 150 บาทต่อ กก. โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดหมูสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และราคาอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นกว่า 40% เป็นตัวผลักดันให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้น
สาโรช อังสุมาลิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อหมูราคาแพงมาจากปัญหา 2 เรื่อง คือราคาอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2552-2554 ปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 20-40% และในปี 2550-2551 เกษตรกรรายเล็กเจ๊ง ทำให้ต้องเลิกเลี้ยงหมู เนื่องจากมีเนื้อหมูออกมาสู่ตลาดจำนวนมาก
ขณะเดียวกันยังมีปัญหาโรคระบาดในสัตว์ที่รุนแรงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ส่งผลให้หมูป่วยและโตช้า ทั้งหมูขุนและพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ของหมู ส่งผลให้หมูขาดแคลน ซึ่งราคาที่แพงขึ้นถือว่าเป็นไปตามอุปสงค์อุปทานในตลาด
ด้าน นสพ.กิจจา อุไรรงค์ ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) หรือเรียกสั้นๆ ว่า โรคเพิร์ส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะสายพันธุ์จีนมีการระบาดที่รุนแรงขึ้น จากเดิมที่เริ่มระบาดในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2533 และแพร่ไปยังทวีปยุโรปจนกระจายไปทั่วโลก ซึ่งในเมืองไทย โรคดังกล่าวได้เข้ามาระบาดนานกว่า 20 ปี แล้ว และได้มีการฉีดวัคซีนป้องกัน
ทั้งนี้ โรคเพิร์ส สายพันธุ์จีน เป็นโรคสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาจากสายพันธุ์เดิมแต่ไม่ติดสู่คน เริ่มระบาดจากประเทศจีน ผ่านมาเวียดนาม ลาว กัมพูชา แต่ที่เป็นปัญหาคือฟาร์มหมูของบริษัทขนาดใหญ่ในไทยจะเลี้ยงแบบปลอดโรค จึงไม่มีการฉีดวัคซีนหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้หมู ทำให้เกิดโรคระบาดในหมูได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าหมูทางชายแดน ลาว กัมพูชา ทำให้โรคระบาดขยายตัว
ปัจจุบันประเทศไทยเลี้ยงหมูขุน 10-12 ล้านตัว ตายไปจากโรคดังกล่าว 30% หรือ 3 แสนกว่าตัว ขณะที่หมูแม่พันธุ์มีอยู่ 1-1.5 แสนตัว ที่ผลิตหมูขุนออกมาเฉลี่ยปีละ 20 ตัว ตาย 30% ทำให้แม่พันธุ์หายไปจากระบบ
นสพ.กิจจา ย้ำว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาการเลี้ยงหมูอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากหลักอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดี มิฉะนั้นราคาหมูหน้าฟาร์มอาจจะปรับสูงถึง 100 บาทต่อ กก. แต่สิ่งสำคัญต้องดูแลราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะราคากากถั่วเหลือง ข้าวโพดและปลายข้าว แต่เชื่อว่าราคาอาจจะปรับตัวลงหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ที่สำคัญต้องให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการผูกขาดอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีบริษัทรายใหญ่ที่เลี้ยงเนื้อสัตว์ ชำแหละ และขายอาหารสัตว์เป็นผู้ผูกขาดราคา ต่างจากบริษัทต่างประเทศ ที่บริษัทเลี้ยงสัตว์และขายอาหารสัตว์จะเป็นคนละรายกัน ซึ่งนอกจากจะมีกฎหมายกันการผูกขาดแล้ว การตรวจสอบจากภาคประชาชนก็มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม คาดว่าอีก 6 เดือน ราคาหมูหน้าฟาร์มจะลงมาอยู่ที่ 70 บาทต่อ กก. แต่ขึ้นอยู่กับราคาอาหารสัตว์ด้วย ขณะที่บริษัท ผู้ประกอบการฟาร์มหมูขนาดใหญ่ ได้เริ่มหันมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคเพิร์ส จากเดิมที่เลี้ยงแบบไม่มีการฉีดวัคซีน หมูจึงไม่มีภูมิในการป้องกันโรค ซึ่งวัคซีนต้องนำเข้าจากประเทศเยอรมันและสเปน มีราคาสูงอยู่ที่ 50บาทต่อโดส ขณะเดียวกันก็มีวัคซีนที่แอบลักลอบเข้ามาจำหน่ายจากจีนและเกาหลี ซึ่งไม่ได้ผลและยังทำให้โรคดังกล่าวแพร่ระบาดมากขึ้น
ปัจจุบันคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคดังกล่าว ซึ่งได้มาตรฐานเทียบเท่าจากต่างประเทศ แต่ยังไม่สามารถผลิตใช้ได้อย่างเพียงพอ ติดปัญหาเรื่องการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ว่า การผลิตต้องมีมาตรฐานจีเอ็มพี ซึ่งต้องใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จึงยังต้องนำเข้าวัคซีนจากประเทศแถบยุโรป
ด้าน ศรีสุวรรณ ชมชัย ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การผลิตเนื้อหมูในประเทศไทย 98% บริโภคในประเทศเป็นหลัก และมีการส่งออกไปยังฮ่องกง และญี่ปุ่น ปีละ 1,000-1,200 ตันต่อปี ซึ่งในภาวะปกติจะมีการบริโภคเนื้อหมูปีละ 12 ล้านตัว
หากมีการแก้ปัญหาหมูอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าตลาดจะปรับตัวดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า และในช่วงกลางปี 2555 ตลาดจะเข้าสู่สภาวะปกติ ทำให้เวลานี้ผู้บริโภคต้องบริโภคเนื้อหมูราคาแพงกันไปก่อน แต่ก็ยังมีเนื้อสัตว์ประเภทอื่นที่มีราคาถูกกว่าเป็นทางเลือกยามหมูแพง







