
ดันเออีซีขึ้นวาระชาติ
พาณิชย์เตรียมชงยิ่งลักษณ์เห็นชอบชี้ถ้าไม่รีบทำไทยเสียเปรียบอาเซียน
พาณิชย์เตรียมชงยิ่งลักษณ์เห็นชอบชี้ถ้าไม่รีบทำไทยเสียเปรียบอาเซียน
พาณิชย์ชงยุทธศาสตร์เออีซี เสนอ “ยิ่งลักษณ์” กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ รอบรับอาเซียนครบรอบ 44 ปี และเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีไทยสู้ศึก
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ระดับชาติสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพื่อนำเสนอ รมว.พาณิชย์คนใหม่ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พิจารณาให้ความเห็นชอบ รวมทั้งได้จัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์และบูรณาการสู่เออีซี ซึ่งทั้งหมดจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันกับวันครบรอบก่อตั้งอาเซียนที่มีอายุครบ 44 ปี ในอีก 2-3 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการประชุมสำคัญหลายวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ของไทย จะต้องเดินทางเข้าร่วมประชุมด้วย
ทั้งนี้ สำหรับแผนงานในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน 2.การมีความสามารถในการแข่งขันสูง 3.การลดช่องว่าง และ 4.การสร้างความเท่าเทียมกัน และการรวมตัวเข้ากับประชาคมโลก
แผนงานทั้ง 4 เรื่อง เป็นหัวใจของการเป็นเออีซีของอาเซียน และยังเป็นหัวใจของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งกรมเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ไทยจะต้องจัดให้เออีซีเป็นวาระของประเทศ โดยมีแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ระดับชาติสู่เออีซีที่สามารถนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายได้อย่างเป็นจริง
นางศรีรัตน์ กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องทำเรื่องเออีซีให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเออีซีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศ หลังจากที่ประเทศไทยประสบปัญหาภายในมานานหลายปี ทำให้ขีดความสามารถและสถานะไทยในเวทีอาเซียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่เร่งดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถทั้งส่วนภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำกับในภาพรวม
ทั้งนี้ หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จะทำให้ในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่การเปิดเสรีการค้าในอาเซียนมีผลสมบูรณ์แบบ ไทยนอกจากไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีแล้ว ไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้ากับคู่แข่งในอาเซียนก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้เออีซีเป็นวาระแห่งชาติ จะทำให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญ และกระตือรือร้นที่จะเดินทางไปสู่เออีซี ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากเออีซีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากเออีซีได้อย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการขนาดใหญ่ได้มีการปรับตัวมาเป็นลำดับ ตั้งแต่เริ่มเปิดเสรีทางการค้า และตระหนักถึงความสำคัญของเขตการค้าเสรีอาเซียน ขณะที่เอสเอ็มอียังขาดความพร้อมอยู่มาก







