
แผนพัฒนาฉบับที่ 11 จากยุคสงครามเย็นสู่ศตวรรษที่ 21
เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และเป็นที่น่าจะแน่ชัดแล้วว่า
เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และเป็นที่น่าจะแน่ชัดแล้วว่า
โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโน
นโยบายการบริหารประเทศนั้นจะมาจากทีมงานของพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหลัก มิได้มาจากระบบข้าราชการประจำ เช่น สศช.
ผมเลยนำบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจของ Siam Intelligence Unit (SIU) ที่เอ่ยถึงประเด็นนี้ โดยตัดทอนให้เข้ากับเนื้อที่คอลัมน์ ถ้าผู้อ่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมฉบับเต็ม สามารถเข้าไปที่ www.siamintelligence.com
ประเทศไทยผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาถึง 10 แผน และปีนี้เป็นปีแห่งการเริ่มแผนที่ 11 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แผน 11 จะผนวกเรื่องการเชื่อมโยงกับการต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของกลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กลุ่มความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ตามแผนพัฒนาฉบับที่ 10 จะอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 25502554 ซึ่งยังคงยึดเรื่องคนเป็นศูนย์กลาง และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนของการพัฒนาเศรษฐกิจ สืบเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 8 ซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรก แต่ด้วยแผนพัฒนาฉบับนี้มาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังปี พ.ศ. 2549 ที่เกิดรัฐประหารขึ้น จนทำให้การพัฒนาในด้านต่างๆ หยุดชะงักไปทั้งสิ้น
ด้วยเหตุที่ประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสังคมไทย ทำให้เป้าหมายของแผนพัฒนาฉบับที่ 10 คือ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
เมื่อแผน 10 ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงกลายเป็นหน้าที่ของแผน 11 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ผลของวิกฤตการเมืองไทยใน 5 ปี ทำให้ประเทศต้องหยุดเดิน ในขณะที่ชาติอื่นๆ รายล้อมประเทศไทยยังเดินหน้าต่อไป เพราะทุกประเทศในเวลานี้กำลังเผชิญสิ่งท้าทายที่กำลังใกล้เข้ามา นั่นคือ เรื่องประชาคมอาเซียน 2015 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีเท่านั้นในการเตรียมตัว
ในขณะที่ปัจจุบัน เราได้ก้าวข้ามศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น เข้ามาสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ 10 ปีแล้ว อันเป็นยุคของเทคโนโลยีเครือข่าย ยุคของภูมิภาคนิยม ยุคของอุตสาหกรรมบริการที่ใช้ฐานความรู้เป็นหลัก รวมทั้งการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน
การปฏิรูปหรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาฉบับที่ 11 นี้ SIU มองว่าเป็นแนวทางที่กล่าวอย่างกว้างๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดเจาะลึกลงไปแต่ละหน่วยงานของรัฐว่าใครรับผิดชอบเรื่องใด ใครทำอะไร ผลสำเร็จถูกวัดด้วยอะไรนอกเหนือจากการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพี หรืออันดับความสามารถของการแข่งขัน ซึ่งวัดจากหน่วยงาน IMD ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เป็นรูปธรรมนัก
ในด้านของการเชื่อมโยงกับประเทศภูมิภาค ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกร่างขึ้น โดยมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่ค้า เป็นพันธมิตรที่สำคัญที่ไม่อาจจะขาดได้ในศตวรรษที่ 21 นี้ เนื่องจากในหลายทศวรรษที่ผ่านมายุคของสงครามเย็น แม้แต่หลังสงครามเย็น หน่วยราชการไทยก็ยังมองเพื่อนบ้านภูมิภาคอินโดจีนเป็นศัตรูมาโดยตลอด
แม้ในยุคของสนามการค้า เราก็ยังมองประเทศเหล่านี้อยู่ในอันดับต่ำกว่าเรา เมื่อบทบาทของภูมิภาคมีมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านคือตลาดที่สำคัญมาก กรอบความร่วมมือในภูมิภาคจึงเกิดขึ้นมากมาย พร้อมกับประเทศมหาอำนาจที่จะกลับเข้ามามีอิทธิพลอีกครั้ง
ในแผนพัฒนาฉบับที่ 11 สศช.จึงมุ่งหวังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในการที่จะรองรับการเข้ามาของประชาคมอาเซียน และการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อนบ้านในช่วง 10 ปีข้างหน้าที่ไม่อาจตกขบวนนี้ได้ โดยสรุป ดังนี้
การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยกรอบความร่วมมือต่างๆ
การพัฒนาพื้นที่ลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชายแดน ภูมิภาคที่ติดกับเพื่อนบ้าน
การพัฒนาคนในด้านต่างๆ
SIU มองว่าการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคในแผนพัฒนาฉบับที่ 11 นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เราไม่อาจหลีกเลี่ยงเพราะเป็นแนวโน้ม (Trends) ที่สำคัญไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านได้ขยับและเชื่อมโยงไปไกลมากกว่าส่วนกลางมาก ทั้งเอกชนในท้องถิ่นโดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายแดน แต่เมื่อการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เชื่อมโยงแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่ยังรวมไปถึงด้านความมั่นคง สังคมวัฒนธรรม การเมืองระหว่างประเทศเข้ามาด้วย สศช.จะมองเพียงด้านเดียวต่อไปอีกไม่ได้ เพราะด้านต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งสิ้น
สศช.จำเป็นต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไปเร็วมาก แผนที่วางไว้ 5 ปี อาจเกิดขึ้นภายในปีเดียวก็เป็นได้ ความยืดหยุ่นของแผนพัฒนาและการปรับกระบวนการทำงานที่รวดเร็วตอบสนองสถานการณ์ได้ทันท่วงทีจะสามารถบริหารแผนพัฒนาที่ร่างขึ้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด







