
‘ฟินันซ่า’เร่งเคลียร์หนี้เสียพันล.
ให้ผู้สนใจยื่นซองประมูลซื้อจูงใจนักลงทุนเข้าเทกโอเวอร์
ให้ผู้สนใจยื่นซองประมูลซื้อจูงใจนักลงทุนเข้าเทกโอเวอร์
ฟินันซ่าประกันชีวิต ประกาศขายหนี้เอ็นพีแอลพันล้าน พร้อมจัดสัดส่วนลงทุนใหม่ หวังดึงนักลงทุนตัดสินใจเทกโอเวอร์ด่วน
นายสุจินต์ พงษ์ศักดิ์ ผู้จัดการและกรรมการควบคุมบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเปิดประมูลเพื่อขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลที่มีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาทออกไป เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในบริษัทไม่ต้องกังวลกับเอ็นพีแอลจำนวนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนหนึ่งรายที่ได้ยื่นซองเสนอราคาเพื่อซื้อเอ็นพีแอลมาแล้ว ส่วนอีกหนึ่งรายอยู่ระหว่างประเมินหนี้เอ็นพีแอล โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ส.ค.นี้
“เราต้องจัดการเรื่องเอ็นพีแอลให้เรียบร้อยก่อน เพราะนักลงทุนต่างชาติทั้งสองรายที่สนใจซื้อบริษัท เขายังกังวลเกี่ยวกับเอ็นพีแอลตัวนี้ว่าต้องมานั่งเสียเวลาฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทยอีก ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใด ดังนั้นจึงต้องการให้บริษัทเคลียร์หนี้ให้จบก่อน เพราะต้องการเข้ามาทำธุรกิจประกันชีวิตอย่างเต็มตัว และก็มีนักลงทุนรายใหม่สนใจเข้ามาซื้อบริษัทเพิ่มอีกรายแล้ว” นายสุจินต์
อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องให้นักลงทุนพิจารณาด้วยว่าราคาเอ็นพีแอลที่ได้มีการเสนอซื้อมานั้น พอใจหรือไม่ หากจะเข้ามาลงทุนในบริษัทจริงๆ เพราะอาจต้องใส่เงินลงทุนเพิ่มอีกเป็น 1,500 ล้านบาท จากเดิม 1,200 ล้านบาท เพื่อให้เงินกองทุนเป็นบวกและเริ่มเดินหน้าทำธุรกิจได้
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงหรืออาร์บีซีที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.นี้ โดยได้ทำการปรับเงินลงทุนในส่วนที่ต้องตั้งสำรองสูงให้มาอยู่ระดับต่ำและเปลี่ยนมาลงทุนในส่วนตราสารระยะสั้นต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อให้นักลงทุนรายใหม่สามารถนำไปลงทุนตามที่ตัวเองถนัดได้ ขณะที่เงินลงทุนทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท และมีสินทรัพย์อยู่ 5,500 ล้านบาท
นายสุจินต์ กล่าวว่า ในส่วนของเงินกองทุนเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ติดลบอยู่ 1,664 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2553 จากที่เคยอยู่ 897 ล้านบาทนั้น ไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการหรือมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าเบี้ยประกันที่เก็บเข้ามาได้ แต่เกิดจากเกณฑ์การตั้งสำรองใหม่ที่เพิ่งใช้เมื่อต้นปี 2554 ทำให้ทรัพย์สินบางส่วนไม่ถูกประเมินให้มีมูลค่า ทั้งที่ความเป็นจริงยังมีมูลค่าในตลาดอยู่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนำเกณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือน มิ.ย.นี้มาใช้ ก็จะทำให้เงินกองทุนติดลบลดลงมาต่ำกว่า 1,100 ล้านบาทได้







