
แบงก์วายุภักษ์ขยับปีก
ธนาคารกรุงไทยกำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญอีกระลอก เป็นการปรับทั้ง
“กรรมการและยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ” เพื่อให้สามารถทำงานได้ทั้งสองขาขาหนึ่ง ต้องเป็นธนาคารรัฐที่ต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อีกขาหนึ่ง ต้องสามารถแข่งขันกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่นับวันจะดุเดือด ชนิดใครไม่ขยับมีโอกาสแพ้พ่ายในธุรกิจได้ง่าย
แม้ปัจจุบันขีดความสามารถในการทำธุรกิจของธนาคารกรุงไทยต้องถือว่าดีมากๆ ปีที่แล้วมีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งสุดในธนาคารขนาดใหญ่
ปีนี้มีการประเมินว่า กำไรฟื้นตัวขึ้นจากลบ 4% มาอยู่ที่ 19%
สินเชื่อมีอัตราการขยายตัวดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น และการตั้งสำรองที่มากมายถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หนี้เสียต่ำกว่า 8%
แม้กระนั้นก็ต้องปรับทัพขยับยุทธศาสตร์กันใหม่
ขั้นแรก ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ครั้งที่ 3/2553 (767) มีมติแต่งตั้ง พงษ์เทพ ผลอนันต์ กรรมการ บริหารและกรรมการการเงินในบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร มาดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคาร แทนพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้แดงเดือดและพิสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นชีวิตจิตใจ
พงษ์เทพนั้นถือว่าเป็นมือการเงินของกลุ่มภัทร เป็นศิษย์เก่าหลักสูตร MBA รุ่นที่ 3 ปี 2528 สนิทแนบ แน่นเป็นน้องรักของ
“วิโรจน์ นวลแข” อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยถือเป็นลูกน้องสายเลือด
“โอวีวิชิราวุธ” เช่นเดียวกับ บรรยง พงษ์พานิช, ศรีภพ สารสาส, กิตติศักดิ์ สพโชคชัย ที่วิโรจน์รักใคร่ไว้วางใจยิ่งนักทิ้งช่วงอีกนิดหนึ่ง ข้อมูลเชิงลึกแจ้งว่า คณะกรรมการธนาคารที่มี สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ส่งเทียบไปเชื่อเชิญ นฤนาท รัตนะกนก กรรมการบริหาร บริษัท ลีฟสมาร์ท และกรรมการบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มือดีทางด้านการเงินและการตลาดอีกคนมาเป็นกรรมการธนาคารอีกหนึ่งคน
นฤนาทนั้นแม้จะเริ่มงานที่ Citicorp Finance and Secutities แต่มายิ่งใหญ่และฝากฝีมือไว้หลายด้าน ในห้วงการเป็นกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ
นฤนาทนั้นเป็นคนที่ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แนะนำให้ อนุตร จาติกวณิช กรรมการผู้จัดการบริษัท พลังงานอุตสาหกรรม และบริษัท เอช เพาเวอร์ รวมถึงบริษัท โกลว์ เหมราช ดึงมาร่วมงาน ร่วมหุ้นในลีฟสมาร์ท
พร้อมๆ แนะนำให้ดึง ธงชัย ศรีสมบูร ณานนท์ น้องชายของ
“เจริญ สิริวัฒนภักดี” มาตั้งบริษัท ลีฟสมาร์ท ซึ่งเป็นบริษัทอิสระที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินระดับมืออาชีพแก่ผู้บริโภครายย่อยที่ต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสองคนนั้น
“ผู้ใหญ่” คาดหวังว่า เมื่อเข้ามานั่งเป็นกรรมการในธนาคารกรุงไทย แล้วจะใช้ทักษะความเป็นนักการเงิน นักวาณิชธนกิจ ที่ต้องเป็นมือประสานสิบทิศและความเชี่ยวชาญด้านการตลาดขับเคลื่อนให้ธนาคารกรุงไทยวิ่งติดลมบน มากกว่าปล่อยให้ใครบางคนใช้ธนาคารรัฐแห่งนี้สนองอารมณ์ตัวเองคอยดูกันต่อไปว่าแนวการทำงานของ
“พงษ์เทพนฤนาท” ที่เป็นเสมือนตัวแทนของ “วิโรจน์และจาติกวณิช” จะผลักดันให้การทำงานในธนาคารกรุงไทยไหลลื่นเหมือนที่วิโรจน์เคยขับเคลื่อนหรือไม่สามารถปลดล็อกขั้นตอนความเป็นธนาคารรัฐ และตั้งการ์ดที่แข็งทื่อเป็นตำราวิชาการเหมือนที่
“ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์” ประธานกรรมการบริหารพยายามรักษาภาพได้หรือไม่ถ้าทำไม่ได้ คนที่อาจโดนลูกหลงไปเต็มๆ ต้องเป็น กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังแน่ๆ
สถิตย์บอกว่า นอกจากเรื่องคนแล้ว ธนาคารกรุงไทยจะปรับใหญ่ด้วยการเป็นธนาคารที่จะให้การสนับสนุนธนาคารชุมชน ไมโครไฟแนนซ์ สหกรณ์ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ
“
ต่อไปกลุ่มเหล่านี้ต้องการเงิน เราจะเข้าไปสนับสนุนสร้างให้กลุ่มเหล่านี้เป็นเครือข่ายที่จะส่งเงินไปถึงมือประชาชนในระดับฐานราก เหมือนเป็นกัมประโดให้กับกรุงไทย ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้นก็ต้องให้ผู้กู้ไปแข่งขันได้” สถิตย์ กล่าวประธานกรรมการธนาคารกรุงไทยยังแบไต๋อีกว่า ต่อไปยุทธศาสตร์การทำงานของธนาคารกรุงไทยจะเปลี่ยนไปมาก นอกจากต้องตอบสนองรัฐเป็นแขนขาการทำงานในเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพแล้ว ต้องสามารถแข่งขันกับธุรกิจได้
แข่งได้ทั้งการเป็นผู้นำด้านการบริการ และการเป็นผู้นำด้านดอกเบี้ย
การนำร่องปล่อยกู้ให้กับกลุ่มผู้รับเหมาในโครงการไทยเข้มแข็ง คือการชิมลางว่ามีปัญหาและอุปสรรค รวมถึงต้อนทุนทางการเงินเป็นอย่างไร
ต่อไปรูปแบบการให้บริการจะหลากหลายรวดเร็วขึ้น ในการเข้าไปสนับสนุนกลุ่มที่ทำธุรกิจกับรัฐบาล
ขณะที่ธุรกิจรายย่อยนั้น สถิตย์บอกว่า นี่ก็เป็นยุทธศาสตร์หลักที่ธนาคารกรุงไทยต้องเดินเข้าไปช่วงชิงกับตลาด
ปีที่แล้วสินเชื่อรายย่อยแค่ 2.7 แสนล้านบาทนั้น สถิตย์บอกว่าน้อยไปเมื่อเทียบกับขนาดและศักยภาพของความเป็นธนาคารรัฐแห่งนี้ เมื่อได้คนใหม่ ทีมใหม่ ก็ต้องขอลุยลูกค้ารายย่อยเต็มสูบ อย่างน้อยๆ ปีนี้ต้องทะลุ 1.5 แสนล้านบาท
เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญที่ฝ่ายการเมืองข้าราชการประจำ ต้องดูแลผลตอบแทนของธนาคารรัฐแห่งนี้ ที่กำลังขับเคลื่อนแบงก์วายุภักษ์ให้ขยับปีก







