posttoday
วิกฤตหนี้กรีซ...ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทภูมิภาค

วิกฤตหนี้กรีซ...ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทภูมิภาค

15 กุมภาพันธ์ 2553

...วารุณี สิทธิถาวร

ช่วงสัปดาห์นี้ (1519 ก.พ. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า แต่คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลง เนื่องจากตลาดการเงินหลายประเทศปิดทำการในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่นเดียวกับตลาดการเงินสหรัฐที่ปิดทำการในวันจันทร์ โดยคาดว่าเงินบาทจะปรับตัวในช่วง 33.033.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 33.1533.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังคงแกว่งตัวตามความผันผวนของตลาดการเงินโลก

โดยจุดสนใจของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ อยู่ที่ผลการประชุมรมว.คลังของกลุ่มอียูในวันอังคารว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลือที่มีให้แก่กรีซหรือไม่ ซึ่งหากผลการประชุมสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ ว่าจะสามารถช่วยจัดการวิกฤตหนี้ของกรีซให้ผ่านพ้นไปได้ ย่อมหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกให้กลับมาสดใสอีกครั้ง และหนุนให้สกุลเงินภูมิภาคกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง อย่างไรก็ดีในส่วนของเงินบาทเองยังคงมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัญหาการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ทำให้การปรับตัวของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด

ทั้งนี้ ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินภูมิภาค หลังได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้ภาครัฐของกรีซ โดยเงินบาทปรับตัวในกรอบ 33.1533.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากช่วง 32.9433.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเริ่มต้นสัปดาห์เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงต่อมา โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของเงินยูโรท่ามกลางความวิตกต่อปัญหาฐานะการ คลังของประเทศในยุโรป

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังมีความกังวลว่าทางการจีนอาจออกมาตรการคุมเข้มการเงินเพิ่มเติมหลังข้อมูลการส่งออกและนำเข้าของประเทศออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในภูมิภาคและเข้าซื้อเหรียญสหรัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินบาทยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัญหาการเมืองในประเทศทำให้ร่วงลงแตะระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ตามบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มฟื้นตัวเนื่องจากนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชีย และเริ่มกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ภูมิภาคและช่วยให้ค่าเงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้น เช่นเดียวกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและปรับตัวใกล้ระดับ 33.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์

ในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันจันทร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับ 33.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ อันเป็นผลจากการอ่อนค่าลงของเหรียญสหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ออกมาไร้ทิศทาง แม้อัตราการว่างงานจะลดลงต่ำกว่าระดับ 2 หลักโดยอยู่ที่ 9.7% ในเดือนม.ค. แต่ตัวเลขการปรับลดการจ้างงานที่ยังเพิ่มสูงขึ้นบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ย่างไรก็ดีเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงตามสกุลเงินภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของยูโรและภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ซบเซา โดยตลาดได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความวิตกต่อปัญหาฐานะการคลังของประเทศในยุโรป ขณะที่ซีเอ็มเอ ดาต้า วิชั่น ออกมาระบุว่าค่าพรีเมี่ยมประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สำหรับตราสารหนี้ (CDS) ของกรีซ โปรตุเกสและสเปนพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจของตลาดต่อสินทรัพย์ของประเทศดังกล่าว ทำให้นักลงทุน มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและกลับเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีนอกจากปัจจัยลบจากต่างประเทศแล้วและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศในช่วงก่อนรู้ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติมต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และส่งผลให้เงินบาทร่วงลงแตะระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงบ่ายและปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 33.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุนกำลังรอผลการประชุมสหภาพยุโรป (อียู) ในวันพฤหัสบดี ว่าจะมีการส่งสัญญาณการแก้ปัญหาฐานะการคลังของประเทศสมาชิกหรือไม่ อย่างไรก็ดีการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นหลังนักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ภูมิภาคช่วยให้สกุลเงินเอเซียฟื้นตัวขึ้น ขณะที่เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบที่ระดับ 33.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงบ่ายวันอังคาร เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาในตลาด

ในช่วงกลางสัปดาห์เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น โดยเปิดตลาดที่ระดับ 33.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ ก่อนจะเริ่มอ่อนค่าลงตามค่าเงินภูมิภาคเนื่องจากภาวะการลงทุนที่ยังถูกกดดันจากปัญหาการคลังของกรีซ เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าวิกฤตหนี้สินที่เกิดขึ้นในยูโรโซนอาจไม่สามารถคลี่คลายลงได้โดยง่าย ขณะเดียวกันในช่วงบ่ายทางการจีนมีการรายงานตัวเลขการส่งออกของเดือนม.ค. ขยายตัวที่ระดับ 21% ต่อเนื่องจาก 17.7% ในเดือนก่อน ขณะที่การนำเข้าทะยานขึ้น 85.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ข้อมูลการค้าที่แข็งแกร่งดังกล่าวทำให้และมองว่าทางการจีนอาจมีการออกมาตรการคุมเข้มทางการเงินเพิ่มเติมซึ่งอาจส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มีการเทขายสินทรัพย์ภูมิภาคออกมาและฉุดให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับเงินบาทที่อ่อนค่าลงสู่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดีความวิตกต่อปัญหาการ เมืองในประเทศยังคงกดดันภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นและการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้

ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่ตลาดกำลังยังคงรอผลการประชุมของกลุ่มสหภาพยุโรปว่าจะมีการหารือถึงประเด็นในการแก้ไขปัญหาการคลังของกรีซออกมาเป็นรูปธรรมหรือไม่ รวมถึงรอรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของจีน ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีผู้บริโภคเดือนม.ค. ที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงระหว่างวัน โดยเป็นการเคลื่อนไหวตามค่าเงินภูมิภาคที่ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชีย

รับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากออสเตรเลีย โดยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกิดคาด และเป็นขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่อัตราการว่างงานของออสเตรเลียปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ทำให้ตลาดยังคงมองว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่งกว่าภูมิภาค และยังคงเป็นปัจจัยหนุนสกุลเงินภูมิภาค และช่วยให้สกุลเงินเอเชียไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการปรับแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐฯ หลังการแสดงความเห็นของนายเบน เบอร์นันเก้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถึงแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Discount rate) ที่ปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ขึ้น ซึ่งสนับ สนุนการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเริ่มคุมเข้มนโยบายการเงินเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ขณะที่ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีธนาคารกลางเวียดนามมีการประกาศลดค่าเงินดองลงกว่า 3% เพื่อช่วยสร้างสมดุลในตลาดเงินตราต่างประเทศและควบคุมการขาดดุลการค้าของประเทศ ขณะที่นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่าการลดค่าเงินดองของเวียดนามไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยเนื่องจากผลกระทบอยู่ในวงจำกัดโดยเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 33.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงท้ายตลาด ก่อนอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนค่อนข้างผิดหวัง ต่อผลการประชุมของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาภาคการคลังของกรีซ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ประเทศสมาชิกรายอื่นๆ ของอียูที่มีภาระหนี้ในระดับสูงจะต้องการขอรับความช่วยเหลือเช่นกัน อย่างไรก็ดีบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ทำให้เงินบาทยังคงรักษาช่วงบวกไว้ได้และปิดตัวที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน