
ไทยรุ่งเมเจอร์จับมือไอ.ซี.ซี.สร้างหนัง
ภาพยนตร์ไทยรุ่ง เมเจอร์จับมือไอ.ซี.ซี.ทุ่ม 120 ล้าน สร้างหนัง 3 เรื่อง ระดมทัพแบรนด์ในเครือไทร์ อิน หวังเข้าถึงคนทั่วประเทศ ผ่านมูฟวี่ มาร์เก็ตติ้ง
ภาพยนตร์ไทยรุ่ง เมเจอร์จับมือไอ.ซี.ซี.ทุ่ม 120 ล้าน สร้างหนัง 3 เรื่อง ระดมทัพแบรนด์ในเครือไทร์ อิน หวังเข้าถึงคนทั่วประเทศ ผ่านมูฟวี่ มาร์เก็ตติ้ง
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดเผยว่า เมเจอร์ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ในการสร้างภาพยนตร์ไทยรวม 3 เรื่อง โดยใช้งบประมาณเรื่องละ 40 ล้านบาท หรือเป็นงบรวม 120 ล้านบาท ในสัดส่วนลงทุนฝ่ายละ 50% ให้บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ (เอ็ม39) บริษัทลูกของเอ็มพิคเจอร์ส บริษัทในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เป็นผู้สร้าง
"ปีนี้ที่มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉาย 50-60 เรื่อง ส่วนใหญ่ทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตรารายได้ต่อเรื่อง จะสูงกว่าภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่เข้าฉายปีละเกือบ 200 เรื่องเนื่องจากภาพยนตร์ไทยสามารถเข้าฉายได้ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด ที่ตอบรับดีมาก" นายวิชากล่าว
สำหรับภาพยนตร์ที่จะร่วมกันสร้างจำนวน 3 เรื่องนั้น ประกอบด้วย 1. 30 กำลังแจ๋ว 2. ไอมิสยู และ3. กทม.สวีตตี้ โดยคาดว่าแต่ละเรื่องจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท และจะแบ่งรายได้ตามสัดส่วนการลงทุน ซึ่งถือเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ที่เจ้าของสินค้าไม่ได้เป็นแค่ผู้สนับสนุนภาพยนตร์เท่านั้น
นายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การร่วมมือกับเมเจอร์ ในการสร้างภาพยนตร์ไทยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธทางการตลาดในการสร้างแบรนด์สินค้าในเครือไอ.ซี.ซี.ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยบริษัทจะนำสินค้าแบรนด์ต่างๆ ในเครือบริษัทกว่า 1,000 แบรนด์ เข้าไปไทร์ อินในภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ได้
นอกจากการไทร์ อินสินค้าในภาพยนตร์แล้ว จะทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน โดยเรื่องแรกที่ร่วมมือกัน คือ 30 กำลังแจ๋ว จะใช้แบรนด์วาโก้ เข้าไปมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ และจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้เคาน์เตอร์วาโก้กว่า 400 จุดทั่วประเทศ มีสีสันที่แปลกใหม่และแตกต่างมากขึ้น
นายวิชา กล่าวว่า สำหรับปีนี้ บริษัทจะขยายโรงภาพยนตร์เพิ่มจาก 370 เป็น 380 โรง และเน้นปรับโรงภาพยนตร์ที่มีอยู่ให้เป็นโรงภาพยนตร์ระบบดิจิตอล ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลได้ 200 โรง จากปัจจุบันมี 98 โรง และคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรชม 4,000 ล้านบาท ขยายตัว 20%จากปีก่อนใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมโดยรวม







