
ธุรกิจงัดระบบ รีดประสิทธิภาพสนองเพิ่มค่าจ้างรัฐบาลใหม่
นโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท
นโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท
ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบภาคการผลิตของไทย ล่าสุด ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ร่วมกับบริษัท ซีพีออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น จัดเสวนา “การปรับตัวของภาคธุรกิจ ในยุครัฐบาลใหม่” เพื่อหาทางออกที่จะเกิดขึ้นภายใต้นโยบายดังกล่าว
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) กล่าวว่าขณะนี้มี 2 ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ คือ 1.ตัวบุคลากรที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการในกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศ และ 2.นโยบายที่ถูกต้อง ซึ่งควรจัดทำพิมพ์เขียว (บลูพรินต์) กำหนดชัดเจนว่าอะไรจะดำเนินการก่อนหลัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการเรื่องแรงงานให้เป็นแพ็กเกจ โดยใช้ข้อมูลจากที่ผ่านมาว่าล้มเหลวในเรื่องใด หรือภาคอุตสาหกรรมประเทศมีการขับเคลื่อนมากน้อยเพียงใด
“มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์กีฬาสีขึ้น มาจากคุณภาพชีวิตที่ขาดสำนึกทางการเมืองของภาคแรงงานในชนบทที่เคลื่อนเข้าสู่เมือง แต่ในความเป็นจริงมีชีวิตครอบครัวที่แท้จริงอยู่ในชนบท และเมื่อมีพรรคการเมืองใดหยิบยื่นโอกาสให้ คนกลุ่มนี้จึงตอบรับและสำนึกในบุญคุณ” สมภพ กล่าว
ขณะที่การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาทนั้น เห็นควรแยกออกจากกันระหว่างหลักการและวิธีการ ซึ่งในหลักการมีตัวแปร อาทิ ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นปีละ 1.8% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 12% จากปัจจุบันประเทศไทย พบว่ามีอัตราค่าจ้างงานที่หลากหลายหรือราว 32% อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน 77 จังหวัดของประเทศ ทำให้การบริหารจัดการลำบาก ด้วยไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันตามจีดีพีของประเทศ ซึ่งไทยจะต้องสร้างฐานในจุดนี้ให้ได้ก่อน แล้วจีดีพีจะเพิ่มขึ้นมาจากส่วนแรงงาน
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว ยังเป็นผลบวกที่จะทำให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ (คอนซัมป์ชัน) มากขึ้น และเห็นว่าประเทศไทยยังสามารถขยายอัตราการบริโภคได้ไม่ต่ำกว่า 60% ของภาคบริการ เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว กันความผันผวนจากรายได้ในภาคการส่งออกที่ไม่น่าไว้ใจ โดยดำเนินการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในรูปแบบแพ็กเกจ คือ 1.พัฒนาภาคบริการให้ขยายใหญ่ ทำให้ภาคเมืองมีการขยายตัว โดยภาคบริการควรอยู่ที่ 40% ของจีดีพีประเทศ 2.พัฒนาภาคการเกษตรให้ถูกต้อง และ 3.การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งไทยควรสร้างยุทธศาสตร์สำคัญออกมารองรับ
“ควรให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความสัมพันธ์อันดี เพราะไทยขยายที่ดินไม่ได้ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะมีการขยายตัวอย่างไร ประเทศไทยก็ไม่สามารถขยายที่ดินได้ ซึ่งต้องกลับมาคิดว่าทำอย่างไรจะแบ่งงานให้กับเพื่อนบ้าน เพราะถ้าหากมองไปทีจีดีพีของเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศนี้นำมารวมกันยังไม่เท่ากับจีดีพีของประเทศไทยเลย เราจึงต้องมองไปที่การขยายฐานการผลิตไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน ดีกว่านำแรงงานต่างด้าวเข้ามาและทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา” สมภพ กล่าว
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย การพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในขณะที่มีการปรับค่าจ้างขึ้น ราคาสินค้าก็จะปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้ปรับค่าจ้างขึ้นมา 2.8% ขณะที่ค่าครองชีพจะมีการปรับขึ้นมา 3.25% ดังนั้นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น ควรปรับขึ้นให้เพียงพอต่อค่าครองชีพของประชาชนและมีความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสะท้อนให้เห็นถึงผลิตภาพแรงงาน
สำหรับการที่ภาครัฐ ปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมา 300 บาท ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ประเทศไทยมีค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยที่ 176.2 บาท ถือเป็นการปรับขึ้นมา 70% หรือประมาณ 123.80 บาท ซึ่งแรงงานที่จะได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทจะมีอยู่ประมาณ 4.281 ล้านคน หากมีการปรับค่าแรงขึ้นจะคิดเป็นเม็ดเงินเฉลี่ยต่อวันที่ 530 ล้านบาท หรือ 13,780 ล้านบาทต่อเดือน และ 165.360 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมควรใช้ “คอสต์ ลีดเดอร์” หรือ ค่าจ้างนำการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด 3 สูง คือ ผลิตภาพแรงงาน ราคาสินค้า และค่าจ้างแรงงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตที่สอดคล้องกับแรงงานไทยในปัจจุบันที่เพียงพออยู่แล้วในปัจจุบัน ทำให้ไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในอนาคต
ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกในเครือ ซี.พี. และร้านอิ่มสะดวกเซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า หากรัฐประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น 300 บาท และ 1.5 หมื่นบาทในระดับปริญญาตรี บริษัทยินดีปฏิบัติตามนโยบายทันที โดยเฉพาะขณะนี้บริษัทเปิดรับพนักงานด้านค้าปลีกอีกประมาณ 1 หมื่นคน เพื่อเข้ามาทำงานกับร้านเซเว่นฯ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีผู้สนใจเข้ามาสมัคร ซึ่งนโยบายการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอาจจะกระทบกับภาคค้าปลีกบ้าง แต่ก็ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งผู้ประกอบการก็ควรปรับตัว
“นโยบายดังกล่าว ไม่กระทบกับบริษัทมากนัก จากที่ผ่านมาซีพีออลล์ ทำได้ดีก็มีกำไร แต่ถ้าทำไม่ดีกำไรก็ลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่ต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ เช่นในประเทศที่เจริญแล้วจะมีแรงงานภาคบริการมากขึ้น ขณะที่แรงงานภาคการเกษตรลดลง” ก่อศักดิ์ กล่าว
ขณะนี้บริษัทกำลังบริหารจัดการองค์กรในรูปแบบลีน (Lean) ทุกกระบวนการ จากการลงทุนต่อเนื่องกว่า 100 ล้านบาท นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ







