
สศอ.หั่นเป้าจีดีพีอุตฯเหลือ 3.5-4.5%
สศอ.ปรับลดประมาณการณ์จีดีพีอุตฯ เหลือ 3.5-4.5% คาดทำมูลค่าหาย 1 แสนล้านบาท ส่วนดัชนีผลผลิตภาคอุตฯ ปรับลดเหลือ 2-3% และการใช้กำลังการผลิตลดลงอยู่ที่ 62-64%
สศอ.ปรับลดประมาณการณ์จีดีพีอุตฯ เหลือ 3.5-4.5% คาดทำมูลค่าหาย 1 แสนล้านบาท ส่วนดัชนีผลผลิตภาคอุตฯ ปรับลดเหลือ 2-3% และการใช้กำลังการผลิตลดลงอยู่ที่ 62-64%
นายอภิวัฒน์ อสมาภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยในปี 2554 คาดว่าการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีอุตสาหกรรม) จะอยู่ที่ 3.5-4.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 5.5-6.5% ทำให้มูลค่าหายไป 1 แสนล้านบาท จากมูลค่ารวม 4 ล้านล้านบาท ส่วนดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งปีจะขยายตัวเหลือ 2-3% จากเดิม 6-8% และอัตราการใช้กำลังการผลิตทั้งปีลดลงเหลือ 62-64% จาก 64-66% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ภายใต้ราคาน้ำมันดิบ 104.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปี 30.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบต่อภาคอุตสาหกรรมหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ
ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการการดูแลค่าครองชีพออกไปจะช่วยชะลอการเร่งขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้อออกไปได้ แต่แนวทางปฏิบัติของการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำและแผนการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะข้างหน้าอาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคาและส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น นอกจากนี้ปัจจัยการขึ้นค่าแรงยังเป็นหนึ่งในปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น และการประกาศขึ้นราคาขายก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคอุตสาหกรรมขึ้นอีก 3 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนไม่น่ากังวล เพราะผู้ประกอบการปรับตัวได้พอสมควรแล้ว
“แนวโน้มการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ใกล้เคียงกับจีดีพีของประเทศมากขึ้น จากเดิมที่จะขยายตัวมากกว่า เนื่องจากมีฐานที่สูงขึ้น และภาคบริการเริ่มมีความสำคัญ และขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า โดยสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมขณะนี้อยู่ที่ 36-37% ต่อจีดีพี จากเดิมที่อยู่ในระดับ 40% ส่วนในปีนี้ภาคเกษตรมีการเติบโตค่อนข้างสูง” นายอภิวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังมีอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารที่คาดว่าจะขยายตัวได้ทั้งปี 17.9% อุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำ (ผ้าผืน) 2.4% อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป 4% อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 8% และอุตสาหกรรมยานยนต์ 9.4%
สำหรับดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิ.ย. 2554 อยู่ที่ระดับ 200.64 ขยายตัว 3.32% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการขยายตัวของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม มีการใช้กำลังการผลิต 63.58% โดยมีอุตสาหกรรมที่ส่งผลด้านบวก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องปรับอากาศ และรถจักรยานยนต์
ขณะที่ดัชนีผลผลิตในไตรมาส 2 ติดลบ 2.7% ติดลบเป็นไตรมาสที่สองต่อเนื่อง จากไตรมาส 1 เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติญี่ปุ่น มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 58.9% และรวมเฉลี่ย 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ค่าดัชนีอยูที่ 184.51 ลดลง 2.42% มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 60.78% โดยอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบ ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ เป็นต้น







