
เลื่อนควบรวมPTTARPTTCHจบต.ค.
ควบรวม PTTARPTTCH จบไม่ทัน ส.ค.นี้ เลื่อนเป็น ต.ค. รอปรับโครงสร้างภายใน“ฟิทช์” ปรับเครดิต IRPC ดีขึ้นจากมองลบ
ควบรวม PTTARPTTCH จบไม่ทัน ส.ค.นี้ เลื่อนเป็น ต.ค. รอปรับโครงสร้างภายใน“ฟิทช์” ปรับเครดิต IRPC ดีขึ้นจากมองลบ
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท. (PTT) กล่าวถึงความคืบหน้าในการควบรวมบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) กับบริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ว่า จะล่าช้าจากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ เลื่อนออกไปเป็นเดือน ต.ค. โดยในเดือน ก.ย.นี้ คณะกรรมการของทั้งสองบริษัทจะมีการประชุมพร้อมกันเพื่อกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอีกครั้ง
“เหตุที่ล่าช้าเพราะเป็นการจัดการภายในของแต่ละบริษัทที่จะต้องทำให้เรียบร้อย รอบคอบ และยังคงยืนยันว่าการควบรวมยังคงเดินหน้าต่อไป และสุดท้ายจะเหลือเพียง 1 บริษัท คือ บริษัท ปตท.โกลบอลเคมิคอล (PTTGC)” นายประเสริฐ กล่าว
นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น กล่าวว่า การควบรวมของ PTTAR และ PTTCH ที่ล่าช้าออกไป จะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัททั้งสองแห่ง
“การควบรวมอาจช้าไปนิดหน่อย เพราะต้องมีการจัดองค์กรและจัดกำลังพลไปสักระยะ คาดว่าในช่วงต้นเดือน ต.ค. จะมีการนัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมได้ และหุ้นใหม่น่าจะเทรดได้ภายในเดือน ต.ค.นี้” นายบวร กล่าว
ด้านบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) เป็นแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ จากแนวโน้มเครดิตเป็นลบ และคงอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Ratings) ระยะยาวที่ระดับ “A(tha)” และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ระดับ “F2(tha)”
ขณะเดียวกัน คงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทที่ระดับ “A(tha)”
การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าอัตราส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการพิจารณาอันดับเครดิตของบริษัทจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปี 2554–2557 และจะสามารถคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะเพิ่มขึ้นในช่วงปี 25542557 เพื่อสนับสนุนการขยายกิจการของบริษัท ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า (Adjusted net debt to EBITDAR) ของบริษัทจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.5 เท่าถึง 3.0 เท่าในปี 2554 จากระดับ 3.1 เท่าในปี 2553 และคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.0 เท่าถึง 3.0 เท่าในปี 2555 – 2557 ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นตัวของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ รวมถึงผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การเลื่อนการใช้จ่ายและการกระจายการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนออกไปนานขึ้นกว่าแผนเดิม น่าจะสอดคล้องกับการฟื้นตัวของสภาวะอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ฟิทช์ คาดว่าธุรกิจการกลั่นน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 และปี 2555 เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ที่ชะลอตัวลงและแม้ว่าธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์อาจจะยังถูกกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในปี 2554 แต่การฟื้นตัวน่าจะเริ่มในปี 2555 เนื่องจากความต้องการใช้และปริมาณการผลิตน่าจะมีความสมดุลมากขึ้น







