posttoday
เซ็นจูรี่21หนีตลาดคอนโดวูบ

เซ็นจูรี่21หนีตลาดคอนโดวูบ

26 กรกฎาคม 2554

หันรุกขายพื้นที่ช็อปปิ้งมอลล์ประเดิมปั้นประตูน้ำเซ็นเตอร์

หันรุกขายพื้นที่ช็อปปิ้งมอลล์ประเดิมปั้นประตูน้ำเซ็นเตอร์

เซ็นจูรี่ 21 ปรับกลยุทธ์รุกขายพื้นที่พาณิชย์ หลังคอนโดยอดวูบ 30% เตรียมปลุกประตูน้ำเซ็นเตอร์ชนแพลทินัม

นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดมิเนียมได้ชะลอตัวลง ทำให้บริษัทมียอดขายลดลง 30% จึงต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจโดยการขยายงานบริหารการขายโครงการในเชิงพาณิชยกรรม ทั้งศูนย์การค้า ออฟฟิศ และโรงแรมมากขึ้น

ล่าสุด บริษัทได้เข้าไปบริหารการขายพื้นที่ศูนย์การค้ารวม 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการประตูน้ำเซ็นเตอร์ ที่กลุ่มสยามแก๊สซื้อโครงการต่อมาจากบริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อปี 2553 ในนามบริษัท เกรท ไชน่า มิลเลนเนี่ยม (ไทยแลนด์) และเปลี่ยนชื่อเป็น พาลาเดียม เวิลด์ ช็อปปิ้ง

โครงการดังกล่าวมีพื้นที่การค้า 2 แสน ตร.ม. โรงแรม 2 อาคาร และอาคารสำนักงานอีก 1 อาคาร มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยบริษัท เกรท ไชน่าฯ จะใช้งบในการปรับภูมิทัศน์ การตลาด และประชาสัมพันธ์ ประมาณ 1,000 ล้านบาท จะเริ่มเปิดขายพื้นที่ในวันที่ 18 ก.ค.

“แนวคิดของพาลาเดียม เวิลด์ ช็อปปิ้ง จะเป็นศูนย์ค้าส่งแบบนันสต็อป ขายตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน และเพิ่มสีสันต่างๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะแข่งขันกับห้างค้าส่งแพลทินัม ที่เป็นห้างค้าส่งในพื้นที่เดียวกัน” นายกิติศักดิ์ กล่าว

สำหรับอีก 2 แห่ง ได้แก่ การบริหารพื้นที่ศูนย์การค้าเมก้าเพลย์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้บริษัท บวรพงษ์ ของกลุ่มสยามแก๊สเช่นกัน และโครงการคอมเมอร์เชียลมอลล์ย่านโบ๊เบ๊ ภายใต้ชื่อบีเอ็มพี (เดิมชื่อบำรุงเมือง) มูลค่า 3,000 ล้านบาท จะเปิดตัวในเดือน ธ.ค. 2554

นอกจากนี้ยังได้ร่วมทุนส่วนตัวกับบริษัท นิปปอน พาร์คกิ้ง เดเวลอปเมนท์ จากญี่ปุ่น ตั้งบริษัท สยาม นิปปอน พาร์คกิ้ง เดเวลอปเมนท์ เพื่อบริหารจัดการที่จอดรถ ให้กับ พาลาเดียน เวิลด์ ช็อปปิ้ง สยามสแควร์ และเตรียมรับบริหารให้กับอาคารอื่นๆ ในอนาคตด้วย

นายกิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในครึ่งปีหลังคาดว่าสถานการณ์จะยังทรงตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีปัจจัยลบจากการปรับราคาประเมินที่ดิน ทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นตาม รวมถึงต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาขายสูงขึ้น ผู้บริโภคจะยังคงชะลอการซื้อออกไปอีก 2 ไตรมาส ทำให้ภาพรวมทั้งตลาดจะตกลงประมาณ 1015% อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ส่วนการซื้อขายที่ดินในเวลานี้มีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดที่ยังต้องการซื้อที่ดินอยู่อีกมาก

ล่าสุดเจรจาขายที่ดินบริเวณปั๊มน้ำมันย่านเพลินจิต 1 แปลง ราคา 1.5 ล้านบาท/ตร.ม. มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาซื้อขายอีก 1 แปลงในย่านกลางมูลค่า 2,000 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีการซื้อขายที่ดินไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีถึง 8,000 ล้านบาท แต่มูลค่าก็ยังน้อยกว่าปที่แล้วที่มียอดขายที่ดินรวม 1.7 หมื่นล้านบาท


 

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน