
แม่ทัพซิงเกอร์ บุญยง ตันสกุลมองการเมืองถึงจุดสมานฉันท์
...เบ็ญจวรรณ รัตน์วิจิตร
ก่อนวันพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 26 ก.พ. หลายคนกังวลและหยุดรอดูสถานการณ์ ก่อนจะเดินต่อ แต่สำหรับ
“บุญยง ตันสกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย กลับมองในด้านบวก ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจนำไปสู่ความสมานฉันท์ในประเทศ“
ตอนนี้คนเริ่มเบื่อการเมือง เมื่อสังคมขัดแย้งรุนแรง พลังเงียบจะออกมาแสดงพลัง ซึ่งตอนนี้โพลหลายสำนักได้ออกมาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น เชื่อว่าอีก 23 เดือน ปัญหาการเมืองอาจคลี่คลาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เลือกสี เลือกข้าง คงไม่ยอมให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ” บุญยง กล่าวเมื่อถึงจุดนั้น เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะก้าวสู่ความสมานฉันท์ และถ้าปัญหาการเมืองไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล ปีนี้จะเป็นปีทองของประเทศไทย ที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวสูง ซึ่งสำหรับแม่ทัพใหญ่ของซิงเกอร์แล้ว มองว่าจีดีพีน่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5% สูงกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ว่าจีดีพีจะขยายตัว 35%
บุญยง กล่าวว่า ปีนี้เชื่อว่าจะเป็นปีทองของภาคเกษตรไทย ที่ราคาข้าว ยางพารา ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอ้อยและมันสำปะหลัง ที่มีราคาดีจากการนำไปเป็นพืชพลังงาน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้เชื่อว่าปีนี้ทั้งปีรายได้ของเกษตรกรจะปรับตัวสูงขึ้นมาก
นอกจากนี้ งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลจะทยอยสู่ภาคประชาชน ขณะที่ภาคส่งออก เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับมา ทำให้ภาคอุตสาหกรรม สถานการณ์ด้านแรงงานดีขึ้น หากมีแรงส่งในภาคการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวกลับเข้ามามากขึ้นตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ จะมาช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อธุรกิจของซิงเกอร์โดยตรง เพราะฐานลูกค้าหลัก คือกลุ่มคนรากหญ้าในต่างจังหวัด สะท้อนผ่านยอดขายของบริษัท เฉพาะเดือนม.ค.ของปีนี้ บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.ปีก่อน ถึง 50% ทำให้ทั้งปีเชื่อว่ายอดขายโดยรวมของบริษัทจะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 10% หรือมีรายได้ราว 2,000 ล้านบาท
นอกจากปัจจัยภายนอกที่เป็นแรงส่งสำคัญแล้ว ซิงเกอร์ได้ปรับแผนธุรกิจและกลยุทธ์การดำเนินงานใหม่สำหรับปีนี้ เพื่อเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนใน 5 ปีข้างหน้า โดยเริ่มจากการใช้สินค้าเป็นหัวหอกหลักในการบุกตลาดและสร้างชื่อให้ซิงเกอร์กลับมาโด่งดังอีกครั้ง ได้แก่ สินค้าเครื่องปรับอากาศ ตู้เติมเงินมือถือ และไตรมาส 2 ของปีนี้จะเปิดตัวจานดาวเทียมซิงเกอร์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีโอกาสเติบโตสูง
สำหรับสินค้าเครื่องปรับอากาศ หลังจากทำตลาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคดีมาก ซึ่งซิงเกอร์ได้แยกธุรกิจเครื่องปรับอากาศออกมาตั้งเป็นหน่วยธุรกิจโดยเฉพาะ แยกจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะกลุ่มเครื่องปรับอากาศมีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่ขายอย่างเดียว แต่ต้องมีบริการหลังการขาย ทั้งติดตั้ง ล้างและทำความสะอาด ซึ่งบริษัทเพิ่มทีมช่างเข้ามาอีกหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ
ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศซิงเกอร์มียอดขายประมาณ 1,5002,000 เครื่องต่อเดือน และเชื่อว่าในหน้าร้อนนี้ ยอดขายแอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,0004,000 เครื่องต่อเดือน และปีนี้คาดว่าจะมียอดขายรวม 2 หมื่นเครื่อง
“
เดิมเราคิดว่าลูกค้าซิงเกอร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัด จะตอบสนองต่อสินค้าประเภทแอร์มากน้อยแค่ไหน แต่ปรากฏว่ายอดขายดีมาก และขยายฐานลูกค้าเข้าสู่เขตเทศบาลได้ด้วย ตอนนี้ สโลแกนที่ว่า แอร์ซิงเกอร์ ติดเลย ติดเลย กลายเป็นคำติดปากแทนซิงเกอร์มาแล้ว มาแล้ว”สำหรับสินค้าตัวที่ 2 คือ ตู้เติมเงินมือถือ ซึ่งบริษัทเรียกว่าเป็น มันนี่ เมกเกอร์ แมชชีน ที่กลุ่มลูกค้า 90% คือร้านโชห่วย ขณะนี้ติดตั้งไปแล้วประมาณ 300500 เครื่อง ราคาเครื่องละ 4 หมื่นบาท คาดว่าจะขายได้ราว 1,000 เครื่องในปีนี้ เครื่องดังกล่าว เชื่อว่าจะเข้าไปสนองตอบความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่นิยมใช้โทรศัพท์ระบบเติมเงิน และเติมครั้งละ 5 บาท 10 บาท เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับโชห่วยอีกทางหนึ่ง
บุญยง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ซิงเกอร์ได้พยายามรีแบรนด์ใหม่ เพื่อสร้างชื่อให้ซิงเกอร์กลับมาเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอีกครั้งแต่เป็นเรื่องยาก แต่พอใช้สินค้าเป็นหัวหอกในการบุกตลาด ทั้งแอร์และตู้เติมเงินหยอดเหรียญ ทำให้ชื่อของซิงเกอร์กลับมาเป็นที่รู้จักและฮือฮาอีกครั้ง และสามารถขยายฐานกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น จากเดิมฐานลูกค้าหลักของซิงเกอร์ คือระดับดีและซี ตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มบี
ทั้งนี้ ซิงเกอร์จะเดินกลยุทธ์ใช้สินค้าบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ จะเปิดตัวสินค้าจานดาวเทียมอย่างเป็นทางการ เป็นจานดาวเทียมที่ผลิตขึ้นเองและใช้แบรนด์ซิงเกอร์ จากเดิมที่เคยรับจำหน่ายให้กับจานดาวเทียมสามารถ ซึ่งจานดาวเทียมซิงเกอร์จะมี 2 ระบบ ทั้งซีแบรนด์และเคยูแบรนด์ ใช้ระบบผ่อนชำระเช่นเดียวกับสินค้าประเภทอื่น และเชื่อว่าเป็นสินค้าที่จะสร้างฐานกลุ่มผู้บริโภคระดับบีให้แข็งแรง
บุญยง มองว่า จานดาวเทียมเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง เพราะคนในต่างจังหวัดมีความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นไม่แพ้คนเมือง และเชื่อว่ามีแนวโน้มที่คนจะเปลี่ยนจากเสาอากาศก้างปลาแบบเดิม มาติดตั้งจานดาวเทียมมากขึ้น เพราะสามารถรับชมรายการได้หลากหลายกว่าเสาอากาศแบบเดิม และจะส่งผลดีต่อสินค้าตัวอื่นๆ ของซิงเกอร์ตามมาด้วย โดยเฉพาะกลุ่มโทรทัศน์
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซิงเกอร์มีแผนที่จะรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร เช่น ปั๊มน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น รวมทั้งสินค้าในกลุ่มอื่นๆ บริษัทยังมุ่งทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน จักรเย็บผ้า สินค้าภายใต้แบรนด์อื่นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กจากเอสวีโอเอ รวมถึงบริการขายประกันกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต
ปัจจุบัน ซิงเกอร์มีพนักงานขายประมาณ 4,000 คน คาดว่าปีนี้จะมีพนักงานขายเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 คน ซึ่งจะเกิดจากการบอกต่อว่าซิงเกอร์สามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ส่วนลูกค้าของซิงเกอร์ปัจจุบันมีประมาณ 2 แสนราย และเพิ่มประมาณ 8,0001 หมื่นบัญชีต่อเดือน ซึ่งบริษัทมีระบบจัดการสินเชื่อ บัญชี การดูแลลูกค้าผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์อย่างดี จากที่เคยมีปัญหาหนี้เสียมาก่อนหน้านี้
“
เพราะฉะนั้น จากการจัดการระบบภายในต่างๆ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น นับจากปีนี้เป็นต้นไป ทุกคนในซิงเกอร์ เชื่อว่าจะทำให้องค์กรกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง และหวนกลับไปสู่ยุคที่มียอดขาย 1 หมื่นล้านบาท เหมือนในอดีตได้” บุญยง กล่าวทิ้งท้าย






