posttoday
จัตุรัสข่าว

จัตุรัสข่าว

13 กุมภาพันธ์ 2553

กน.คุมเข้มกันลักลอบส่งออกน้ำตาล

นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) ว่า เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำตาลทรายมีมากขึ้นจากทั้งภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานลดลง โดยขณะนี้มีปริมาณน้ำตาลค้างกระดานอยู่ 3 แสนกระสอบ จากปกติที่มี 4 แสนกระสอบ ซึ่งที่ประชุมได้วาง 3 แนวทางกันปัญหาน้ำตาลตึงตัว ได้แก่ 1.ดูแลปัญหาการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณชายแดน 2.มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบการจำหน่ายน้ำตาลของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน และไม่ให้ขายเกินราคาที่กำหนด รวมทั้งตรวจสอบว่ามีน้ำตาลไปกองที่ส่วนไหนบ้าง และ 3.สำหรับผู้ส่งออกที่มาขอใช้สิทธิน้ำตาลทรายโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) แล้วเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ) แทน จะตัดสิทธิการใช้น้ำตาลโควตา ค เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมติจากกน.นี้จะนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ เพื่อออกเป็นประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

เนื่องจากราคาน้ำตาลที่ขึ้นลงจะมีวงจรประมาณ 35 ปี หากตัดสิทธิ์เพียง 12 ปี ผู้ส่งออกจะไม่กลัว

** สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้หากได้ผลจะไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา ก. และในช่วงนี้ยังเป็นช่วงต้นฤดูกาลมีเวลาหีบออ้อยอยู่ จึงมีหลายวิธีที่จะแก้ไขปัญหาน้ำตาลขาดแคลนได้ เช่น การขึ้นงวดน้ำตาลล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณน้ำตาลโควตา ก.จำนวน 21 ล้านกระสอบจึงเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศแน่นอน

**นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจ และสายงานผลิตและเทคนิค บริษัทน้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า ต้องการให้มีการป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายให้เข้มงวด เพราะน้ำตาลที่ไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจะกระทบต่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งถ้าราคาน้ำตาลทรายขาวยังอยู่ที่ระดับตันละ 700 เหรียญสหรัฐ ก็ไม่ควรเพิ่มการขึ้นงวดให้มากกว่าปกติที่กำหนดสัปดาห์ละ 4.03 แสนกระสอบ เพราะการเพิ่มปริมาณขึ้นงวดจะเป็นตัวเร่งให้น้ำตาลไหลออกนอกประเทศ ซึ่งโรงงานน้ำตาลคาดว่าราคาน้ำตาลจะอยู่ในระดับสูงมากเช่นนี้ไป 23 เดือน และหลังจากนั้นราคาจะคลี่คลายลง

**“ถ้ามีการป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำตาลได้ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโควตา ก.ซึ่งขณะนี้โรงงานน้ำตาลได้ทำสัญญาส่งออกน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 90 % ตามบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย โดยถ้า กนอ.กำหนดให้เพิ่มน้ำตาลโควตา ก.อาจทำให้บางโรงงานต้องซื้อน้ำตาลส่งออกกลับคืนมาเพื่อมาขายในประเทศ เพราะถ้าภาครัฐกำหนดมาตรการป้องกันน้ำตาลขาดแคลนออกมาแล้วโรงงานก็ต้องดำเนินการตาม โดยผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลและไม่ควรซื้อกักตุนไว้” นายชลัช กล่าว

เน็ตดีไซน์เกาะกระแสมัลติมีเดีย

นายเฉลิมรัฐ นาควิเชียร ผู้อำนวยการโรงเรียนการออกแบบเน็ตดีไซน์ เปิดเผยว่า ได้วางแผนระดมทุนกับมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย และนักธุรกิจในประเทศไทย เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนการสอนทางด้านมัลติมีเดียแห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ คาดใช้งบเบื้องต้น 300 ล้านบาท ส่วนกลุ่มบริษัทเน็ตดีไซน์คาดว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20–25% จากธุรกิจออนไลน์ที่เติบโตหลายเท่าตัว จากปีที่แล้วมียอดขาย 800 ล้านบาท

สนพ.ปรับสูตรคำนวณความต้องการใช้ไฟฟ้า

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ได้จัดทำแบบจำลองการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตก่อนที่จะนำไปคำนวณการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 25532557 หรือ พีดีพี 2010 โดยปรับสูตรการคำนวณตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ จากเดิมที่จะอ้างอิงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นหลัก หันมาเพิ่มปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ไฟฟ้าปลายทาง ได้แก่ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) มาตรการภาครัฐ สภาพภูมิอากาศ ตลอดจนประสิทธิภาพอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ได้ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

หลังจากนี้ทางการไฟฟ้า3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไท (กฟผ) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)จะต้องสำรวจการใช้ไฟฟ้าตามกลุ่มเป้าหมายของตัวเองด้วย ซึ่งคาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมีความสมบรูณ์มากขึ้น ขณะที่ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าในปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 4% ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ยังใช้ตัวเลขจีดีพี 3.5% ในการคำนวณ ในขณะที่ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)จะขยายตัว 4.5% จากตัวเลขไฟพีคที่ระดับ 2.2 หมื่นเมกะวัตต์ ของปีที่แล้ว

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย