
เพาเวอร์บายผุด18สาขา
ทุ่มทุน1,000ล้านปีนี้พร้อมปรับสาขาเก่ารับศก.ฟื้น
ทุ่มทุน1,000ล้านปีนี้พร้อมปรับสาขาเก่ารับศก.ฟื้น
เพาเวอร์บายเร่งสยายปีก 18 สาขาสูงสุดในรอบ 5 ปี รับเศรษฐกิจฟื้น เร่งเปิดร้านสแตนด์อะโลนหลังสาขาหัวหินรุ่งมั่นใจสิ้นปีทะลุ 1.62 หมื่นล้านบาท
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะขยายร้านเพาเวอร์บายเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 18 สาขา ซึ่งถือเป็นการขยายสาขาสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะครึ่งปีหลังที่ภาพการเมืองชัดเจนมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคกล้าจับจ่ายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะปรับปรุงสาขาเก่าอีก 13 สาขา จากปัจจุบันเปิดให้บริการรวม 66 สาขา โดยทั้งการเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเก่า คาดใช้งบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับเปิดสาขาใหม่ 700 ล้านบาท และปรับปรุงสาขาเก่าประมาณ 300 ล้านบาท
สำหรับทำเลที่บริษัทใช้ในการขยายสาขาใหม่นั้น บริษัทยังคงเน้นไปที่การขยายตัวตามการเปิดศูนย์ใหม่ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งในปีนี้มีการขยายตัวกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เปิดสาขาใหม่ควบคู่ไปกับร้านโฮมเวิร์ค ทั้งนี้ การเปิดสาขาใหม่จะเป็นสาขารูปแบบสแตนด์อะโลน 2 สาขา ใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยจะพิจารณาทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก ซึ่งจังหวัดที่มีความเป็นไปได้สูง คือ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หลังจากทดลองเปิดรูปแบบดังกล่าวสาขาแรกที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าได้รับการตอบรับน่าพอใจ
ซึ่งจังหวักที่มีความเป็นไปได้สูงคือ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตามจากการที่บริษัทหันมาขยายร้านในรูปแบบสแตนอโลนมากขึ้น เพราะธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวได้ช้าและใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน"นานสุทธิสารกล่าว
ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบ 60 ล้านบาท จัดงาน เพาเวอร์บาย เอ็กซ์โป นำสินค้าชั้นนำกว่า 200 แบรนด์มาจำหน่ายในราคาพิเศษลดสูงสุด 30% ระหว่างวันที่ 22-31 ก.ค.นี้ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งหลังจากจบงานคาดมียอดขายไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 10% ขณะที่ภาพรวมรายได้สิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 20%
ปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายในเพาเวอร์บายแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มภาพและเสียง กลุ่มเครื่องไฟฟ้าในครัวเรือน และกลุ่มไอที ซึ่งสินค้าที่มีอัตราเติบโตสูงเป็นกลุ่มสินค้าไอที ขณะที่สินค้าโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศเติบโตลดลง







