
ซุเปอร์มาร์เก็ต ตั้งการ์ดสู้ค้าปลีกยักษ์แห่ปรับ เอ็กซ์ตร้า
หลังจาก “คาร์ฟูร์” ไฮเปอร์มาร์เก็ตจากฝรั่งเศส ถูกลบชื่อออกไปจากวงการค้าปลีกไทย
หลังจาก “คาร์ฟูร์” ไฮเปอร์มาร์เก็ตจากฝรั่งเศส ถูกลบชื่อออกไปจากวงการค้าปลีกไทย
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
หลังจาก “คาร์ฟูร์” ไฮเปอร์มาร์เก็ตจากฝรั่งเศส ถูกลบชื่อออกไปจากวงการค้าปลีกไทย เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต ได้เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมครอบครองสาขาคาร์ฟูร์ 42 แห่งทั่วประเทศ
ล่าสุด สาขาเดิมของคาร์ฟูร์ กำลังถูกทยอยสวมชื่อใหม่ภายใต้ฟอร์แมต “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า” จากการนำจุดแข็งของคาร์ฟูร์และบิ๊กซีเข้าไว้ด้วยกัน หลังจากที่ผ่านมาได้ทยอยจัดแคมเปญร่วมกัน และสร้างแรงกระเพื่อมไปยังคู่แข่งในค้าปลีกเดียวกันไปไม่น้อย
เช่นเดียวกับห้างค้าปลีกยักษ์จากอังกฤษ อย่าง “เทสโก้ โลตัส” ที่ล่าสุดชิงเปิดตัวค้าปลีกฟอร์แมตใหม่ล่าสุด “เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า” สาขาแรกถนนพระราม 4 แห่งแรกในไทยและแห่งแรกในเอเชีย อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 21 ก.ค. โดยย้ำว่า รูปแบบ “เอ็กซ์ตร้า” นี้ เทสโก้ฯ ในประเทศอังกฤษได้เปิดให้บริการไปตั้งแต่ 15 ปีก่อน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับเทสโก้ แต่อย่างใด
คริช บุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ผู้บริหารห้างเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า บริษัทใช้งบกว่า 360 ล้านบาท ปรับปรุงห้างเทสโก้ โลตัส สาขาพระราม 4 ในรูปแบบ “เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า” ทั้งในส่วนของพื้นที่เช่าและศูนย์อาหาร รวมไปถึงร้านค้าต่างๆ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยฟอร์แมต “เอ็กซ์ตร้า” จะมีสัดส่วนสินค้าพรีเมียมจำหน่ายอยู่ที่ 10% สูงกว่าสาขาทั่วไปที่มีสินค้าพรีเมียมจำหน่ายเพียง 2%
การที่บริษัทเลือกสาขาพระราม 4 เป็นสาขาต้นแบบในการขยายสาขารูปแบบเอ็กซ์ตร้านั้น เนื่องจากเป็นสาขาที่เปิดให้บริการมานาน และอยู่ใจกลางเมืองมีลูกค้าหลากหลาย ซึ่งเหมาะสำหรับการปรับปรุงเป็นสาขาต้นแบบ “เอ็กซ์ตร้า” โดยบริษัทจะใช้เวลาทดลองตลอด 3 เดือนหากได้รับผลการตอบรับดี ก็มีแผนจะขยายสาขาในรูปแบบเอ็กซ์ตร้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 56 สาขา
ทั้งนี้ การขยายสาขามีความเป็นไปได้ทั้งการเข้าไปปรับปรุงสาขาเก่าของเทสโก้ โลตัส และการสร้างสาขาใหม่ เช่น ใน จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ 2.3 หมื่น ตร.ม. ใช้งบ 400500 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการในเดือน ต.ค.นี้
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ขึ้นชื่อว่า “แข่งกันขายของถูก” ในอดีตของทั้งสองรายใหญ่ ยังส่งแรงกระเพื่อมสะเทือนถึงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะในรูปแบบที่วางตำแหน่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมอย่าง เซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ ของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล, กรูเมต์ มาร์เก็ต ของกลุ่มเดอะมอลล์, วิลล่า และ ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น
ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ เซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ กล่าวว่า จากกรณีที่คู่แข่งในตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และเทสโก้ โลตัสออกมาเปิดตัวค้าปลีกรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอ็กซ์ตร้า” นั้น มองว่าไม่ส่งผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากมีความแตกต่างกันชัดเจน จากการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายลูกค้าประจำของเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนสินค้านำเข้าทั้งหมวดอาหารสดและของใช้กว่า 3040% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และเป็นแบรนด์เนมชั้นนำที่ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ของฟู้ดฮอลล์ ต่างรู้จักเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ บริษัทยังไม่มีสาขา ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดให้บริการบนถนนพระราม 4 แต่หากเป็นถนนเส้นสุขุมวิท จะมีท็อปส์ มาร์เก็ต เปิดให้บริการราว 10 สาขา ซึ่งฟอร์แมต “เอ็กซ์ตร้า” ของกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ต อาจกระทบกับท็อปส์ ซูเปอร์ เนื่องจากสินค้าและกลุ่มลูกค้ามีความคล้ายคลึงกัน ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบอื่นๆ ของบริษัท คาดไม่ได้รับผลกระทบ โดยยังคงมียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทมีการปรับภาพลักษณ์ของร้าน สินค้า และบริการอย่างต่อเนื่อง
สมศักดิ์ ตีระพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ผู้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตฟู้ดแลนด์ กล่าวว่าปัจจุบันฟู้ดแลนด์ ดำเนินกิจการขึ้นสู่ปีที่ 39 จากจำนวนสาขาทั้งสิ้น 12 แห่งในปัจจุบัน โดยวางตำแหน่งซูเปอร์มาร์เก็ตฟู้ดแลนด์ที่แตกต่างไปจากคู่แข่งในตลาดเดียวกันคือ ความเป็นแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหมวดอาหารที่ดี มีคุณภาพสูง ซึ่งยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในปีหน้าบริษัทมีแผนขยายสาขาฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต อีก 2 แห่ง ซึ่งบริษัทจะใช้ตำแหน่งที่ชัดเจนของฟู้ดแลนด์ และฐานลูกค้าเดิม ที่มีอยู่รวมทั้งการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ จากการขยายสาขาในทำเลต่างๆ เป็นจุดแข็งในการทำตลาด
จากความเคลื่อนไหวของค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ขยับชั้นขึ้นไปสู่ความเป็นพรีเมียม หรือค้าปลีกระดับบนมากขึ้นนั้น ล้วนสะท้อนมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ตรงกัน ที่ส่วนใหญ่ทั้งคนในเมืองและต่างจังหวัดต่างเริ่มมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และมีพลังในการจับจ่ายพร้อมมองหาสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ของผู้ประกอบการค้าปลีก ที่จะขยายโอกาสไปเจาะขุมกำลังซื้อกลุ่มนี้







