
เอสเอ็มอีครึ่งปีขอบีโอไอกว่า6.5พันล.
บีโอไอเผยครึ่งปีแรกมีเอสเอ็มอีไทยเข้าขอรับส่งเสริมการลงทุน 132 โครงการ มูลค่า 6,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 เท่าตัวจากปีก่อน จากการปรับสิทธิประโยชน์ใหม่ให้เอื้อต่อเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น
บีโอไอเผยครึ่งปีแรกมีเอสเอ็มอีไทยเข้าขอรับส่งเสริมการลงทุน 132 โครงการ มูลค่า 6,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 เท่าตัวจากปีก่อน จากการปรับสิทธิประโยชน์ใหม่ให้เอื้อต่อเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. – มิ.ย. 2554) แนวโน้มการลงทุนของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)ไทย มีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 6,594 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 800% หรือ 8 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 ซึ่งมีจำนวน 48 โครงการ และมีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 737 ล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่บีโอไอออกมีการปรับปรุงมาตรการการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ครอบคลุมทุกประเภทกิจการมากขึ้น รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้จะหมดการยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์ จึงส่งผลให้มีผู้ประกอบการจำนวนมากสนใจที่จะมาเข้าขอใช้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเดิม
สำหรับการส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการเอสเอ็มอีไทย บีโอไอได้ปรับปรุงนโยบายส่งเสริม โดยได้เพิ่มประเภทกิจการให้ครอบคลุมธุรกิจที่เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่เปิดดำเนินกิจการ และเปิดให้ผู้ประกอบการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ตั้งแต่ต้นปี 2553 และจะสิ้นสุดในเดือนธ.ค. 2554
จนถึงขณะนี้ มีเอสเอ็มอีไทยยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอทั้งสิ้น จำนวน 279 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 9,186 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มกิจการที่เอสเอ็มอีไทยยื่นขอรับส่งเสริมได้แก่ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก จำนวน 38 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,122 ล้านบาท กิจการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ รวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ จำนวน 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,091 ล้านบาท
กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 896 ล้านบาท และกิจการอื่นๆ เช่น การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการขยายพันธุ์สัตว์หรือเลี้ยงปสุสัตว์ กิจการผลิตเครื่องนุ่งห่ม กิจการผลิตหรือถนอมอาหารจากข้าวหรือธัญพืช และกิจการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วน เป็นต้น
นางสาวรัตนวิมล นารี ศุกรีเขตร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 บีโอไอ ขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นและภาคอีสานตอนบน เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสและศักยภาพรองรับการลงทุนกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นอย่างดี โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ และในพื้นที่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภคที่ครบครัน เช่น การคมนาคม อีกทั้งจังหวัดยังตั้งอยู่บนเส้นทางของแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก ( East-West Economic Corridor หรือ EWEC ) ที่จะเป็นการช่วยลดต้นทุนการกระจายและขนส่งสินค้า โดยช่วงที่ผ่านมา บีโอไอก็ได้อนุมัติให้การส่งเสริมกิจการเอสเอ็มอีไทยในจังหวัดขอนแก่น รวมจำนวน 5 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 80 ล้านบาท







