
คดีฮั้วโกงเลือกสว. เดิมพัน กกต. จี้ส่งศาลฎีกา เปิดหลักฐาน 229 ราย
พนิดา-ดิเรก ชี้คดีฮั้ว สว. มีทั้งเส้นเงิน โพย และพยาน จับตา กกต. ชี้ขาด 229 ราย เตือนหากไม่ส่งศาล อาจสะเทือนความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพการเมือง
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ให้ศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งถือเป็นการเดิมพันความน่าเชื่อถือของ กกต.
- มีการเปิดเผยหลักฐานที่อาจชี้ถึงขบวนการฮั้วเลือกตั้ง อาทิ เส้นทางการเงินที่น่าสงสัย คำให้การพยาน และรูปแบบการลงคะแนนที่ผิดปกติ
- การตัดสินใจของ กกต. มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากไม่ส่งฟ้องศาลอาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และจะส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของ สว. ชุดปัจจุบัน
“ฮั้ว สว.” เดิมพันความน่าเชื่อถือ กกต. ฝ่ายค้านจี้ส่งศาลฎีกาชี้ขาด
คดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “คดีฮั้ว สว.” กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อการตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งสำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 รายให้ศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่ อาจไม่ได้กระทบเพียงอนาคตของ สว. ชุดปัจจุบัน แต่ยังโยงถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและเสถียรภาพทางการเมือง
พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน และ ดร.ดิเรก เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต มองตรงกันว่า คดีนี้ควรเข้าสู่กระบวนการของศาล เพื่อเปิดโอกาสให้พยานหลักฐานทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์
หลักฐานที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจสะท้อน “ขบวนการ”
พนิดาระบุว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายค้านรวบรวมและนำเสนอต่อสาธารณะ มีทั้งคำให้การพยาน เส้นทางการเงิน การให้ผลประโยชน์ ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลหลายกลุ่ม ซึ่งบางส่วนเป็นข้อมูลที่พยานเคยให้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และ กกต.
หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตคือ เส้นทางเงิน 860,000 บาท จากนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอำนาจเจริญไปยังเจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวนของ กกต. โดย กกต. เคยชี้แจงว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีเลือกตั้ง สส. แต่พนิดามองว่า ยังมีข้อสงสัยจากช่วงเวลาการโอนที่คาบเกี่ยวกับกระบวนการรับสมัครและเลือก สว. รวมถึงจำนวนครั้งของการโอนเงิน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการลงคะแนนที่ถูกตั้งคำถาม เช่น การมีผู้สมัครบางรายที่ถูกมองว่าเข้าสู่กระบวนการเพื่อเทคะแนนให้บุคคลอื่น รวมถึงลักษณะบัตรลงคะแนนที่เหมือนกันในหลายกลุ่มอาชีพ
ดร.ดิเรกเห็นว่า หลักฐานลักษณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาในภาพรวมของเครือข่าย ไม่ควรแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลจนสูญเสียความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ เพราะหากรูปแบบคะแนนหรือพฤติการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดียวกัน ก็เป็นประเด็นที่ศาลควรมีโอกาสตรวจสอบ
สองความเห็นใน กกต. กับคำถามว่าใครควรเป็นผู้ชี้ขาด
อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างคณะอนุกรรมการของ กกต. โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิด ขณะที่คณะอนุกรรมการอีกชุดกลับเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดี
พนิดาระบุว่า ฝ่ายค้านยังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานการพิจารณาคดีของ กกต. เพราะในอดีตเคยมีกรณีที่ กกต. ส่งคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลจากหลักฐานในระดับข้อความสนทนา ขณะที่คดี สว. ซึ่งมีเอกสารจำนวนมาก กลับยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะส่งศาลหรือไม่
ดร.ดิเรกมองว่า บทบาทของ กกต. ควรใกล้เคียงกับพนักงานสอบสวน กล่าวคือ เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อได้ว่าอาจมีการกระทำผิด ก็ควรรวบรวมสำนวนส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย มากกว่าที่ กกต. จะทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ชี้ขาดคดีเสียเอง
เขายังเสนอว่า กกต. ต้องเปิดเผยเหตุผลในการตัดสินใจให้สังคมตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้องค์กรอิสระกลายเป็น “กล่องดำ” ที่ภายนอกไม่สามารถทราบได้ว่าเหตุใดหลักฐานบางชิ้นจึงได้รับน้ำหนัก ขณะที่บางชิ้นถูกปัดตก
เดิมพันความน่าเชื่อถือ กกต. และความชอบธรรมทางการเมือง
พนิดาคาดว่า การพิจารณาของ กกต. จะเข้าสู่ช่วงชี้ขาดช่วงปลายเดือนสิงหาคม2569 โดยฝ่ายค้านเตรียมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่รวบรวมได้อีกครั้งก่อนถึงช่วงตัดสินใจ
พนิดา มองว่า หาก กกต. ส่งสำนวนเข้าสู่กระบวนการศาล จะช่วยให้ข้อกล่าวหาถูกพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรม และผู้ถูกกล่าวหาก็มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่หากมีหลักฐานจำนวนมากแล้ว กกต. เลือกไม่ส่งคดีโดยไม่มีคำอธิบายที่มีน้ำหนัก อาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องอาจเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ดร.ดิเรกเตือนด้วยว่า หากคดีไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาล ข้อสงสัยจะไม่ได้ตกอยู่กับ กกต. เท่านั้น แต่ยังติดตาม สว. ชุดปัจจุบัน เพราะจะไม่มีคำพิพากษาที่ช่วยยืนยันว่ากระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ในมิติการเมือง ทั้งสองคนมองว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะหากสังคมมองว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ได้สนับสนุนให้ข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์อย่างโปร่งใส
ฝ่ายค้านเตรียมทั้งแก้กฎหมาย อภิปรายรัฐบาล และดำเนินคดี
หากท้ายที่สุด กกต. มีมติไม่ส่งคดีหรือส่งเพียงบางส่วน พนิดาระบุว่า ฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการหลายช่องทาง
หนึ่งในนั้นคือการเสนอแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง ไม่ต้องผูกขาดช่องทางการฟ้องไว้กับ กกต. เพียงองค์กรเดียว
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเตรียมนำประเด็นการฮั้วเลือก สว. เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมนี้ รวมถึงพิจารณาช่องทางทางกฎหมายต่อ กกต. หากเห็นว่าการไม่ดำเนินการกับหลักฐานที่มีอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
คดีฮั้ว สว.จึงกลายเป็นบททดสอบว่า เมื่อมีข้อกล่าวหากระทบต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง องค์กรที่มีหน้าที่กำกับการเลือกตั้งจะเลือกปิดคดีด้วยตัวเอง หรือเปิดทางให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดบนหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่.
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







