posttoday
“ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

“ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

12 พฤษภาคม 2569

จับตาทักษิณพ้นโทษสู่บทบาท "พญามังกรหลังม่าน" วางยุทธศาสตร์เพื่อไทย เลี่ยงจุดเดือดการเมือง มุ่งฟื้นเศรษฐกิจและสร้างดีลอำนาจใหม่เพื่อเสถียรภาพของประเทศ

KEY

POINTS

  • ปรับบทบาทจากผู้นำหน้าฉากสู่การเป็น “ผู้วางยุทธศาสตร์หลังม่าน” เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล
  • ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และการบริหารบุคคล โดยใช้ประสบการณ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศ
  • มุ่งเน้นการสร้างสมดุลอำนาจทางการเมืองและสมานฉันท์กับคู่ขัดแย้งในอดีต แทนการล้างแค้น เพื่อนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤตความขัดแย้ง

การได้รับอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ภายหลังพ้นช่วงพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็น "ปรากฏการณ์" ทางการเมืองไทย มิใช่เพียงการสิ้นสุดพันธนาการทางกายภาพของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนการขยับเข็มทิศการเมืองไทยเข้าสู่พิกัดใหม่ที่มีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้น

ภายใต้บริบทที่นายทักษิณต้องปรับเปลี่ยนสถานะจาก "แม่ทัพหน้า" สู่ "ผู้วางยุทธศาสตร์หลังม่าน" เพื่อประคับประคองทั้งเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยและรักษาดุลอำนาจในระเบียบการเมืองใหม่ที่เปราะบาง

  “ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

ปรับสภาวะจิตใจและภาษาท่าทาง: การคืนสู่เหย้าของ "คนของประชาชน"

จากการสังเกตการณ์ของนักยุทธศาสตร์การเมืองที่ใกล้ชิด ทั้งนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ และนายจักรภพ เพ็ญแข  อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มองภาษากายของนายทักษิณภายหลังได้รับอิสรภาพสะท้อนถึงสภาวะที่เรียกว่า "ความพร้อมในเชิงรุก" แม้จะผ่านวิบากกรรมทางการเมืองและการลี้ภัยยาวนานร่วม 15 ปี แต่ความสดชื่นแจ่มใสที่แสดงออกมามิใช่เพียงการแสดงออกทางอารมณ์ส่วนตัว หากแต่เป็นการส่งสัญญาณ (Signaling) ถึงฐานมวลชนและฝ่ายตรงข้ามว่า "เขายังคงมีความพร้อม" ทั้งทางสติปัญญาและจิตใจ

นายทักษิณยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็น "คนของประชาชน" ได้อย่างเหนียวแน่น การสื่อสารอย่างเป็นกันเองและความจริงใจในการพบปะผู้คน สะท้อนถึงการตกตะกอนทางความคิดและการประมวลผลข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของนักสู้ทางธุรกิจและทางการเมืองที่สามารถ "ปรับตัว" (Adaptability) ให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว

   “ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

บทบาท "ผู้ประมวลผลข้อมูล": รัฐบุรุษหลังม่านผู้เลี่ยงสายล่อฟ้า

ทิศทางที่ชัดเจนที่สุดหลังพ้นโทษ คือการวางตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ในฐานะ "ผู้เล่นหลังม่าน" หรือที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด นายทักษิณตระหนักดีว่าการก้าวขึ้นมาหน้าฉากอย่างออกตัวแรงจะทำให้เขากลายเป็น "สายล่อฟ้า" (Lightning Rod) กระตุ้นให้เกิดแรงต้านทางการเมืองระลอกใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

บทบาทใหม่ในมิติที่สำคัญ ได้แก่

ที่ปรึกษาเชิงลึก: ใช้ประสบการณ์ในการมองคนและวางตัวบุคคล (Matchmaking) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพให้ทีมบริหาร โดยเน้นความเป็นส่วนตัวและไม่เป็นทางการ

คลังสมองด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศ: การเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำหลายประเทศ ทำให้สามารถเป็น "ทูตเศรษฐกิจลับ" ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประเทศไทยได้รวดเร็วกว่าช่องทางทางการปกติ

การบริหารจัดการรัฐพันลึก: นายทักษิณเลือกที่จะ "ดิว" (Deal) กับอำนาจจริงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย เพื่อให้ระบบการเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แทนที่จะใช้ยุทธวิธีปะทะแตกหักเหมือนในอดีต

ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย: การถ่ายเลือดและสร้างอนาคต

แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่นายทักษิณยังคงเป็น "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ที่ส่งอิทธิพลต่อทิศทางของพรรคเพื่อไทยอย่างสูงยิ่ง

ภารกิจหลักคือการเป็นผู้นำในการฟื้นฟูพรรค (Rebranding) และการสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ (Mentoring) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

ในฐานะนักยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง นายทักษิณสามารถช่วยวางโครงสร้างให้พรรคเพื่อไทยก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ไปสู่การเป็นพรรคการเมืองที่ทันสมัย ทันต่อพลวัตโลก โดยใช้จุดแข็งเรื่องนโยบายที่กินได้ (Populism 2.0) ผสานกับความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในระยะยาว

“ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

ก้าวข้ามความขัดแย้ง: การสมานไมตรีแทนการสางแค้น

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากมุมมองของอดีตคนทำงานใกล้ชิด คือความเชื่อที่ว่านายทักษิณจะ "ไม่ล้างแค้น" คู่แข่งทางการเมืองในอดีต (เช่น ภูมิใจไทย หรือกลุ่มอำนาจเดิม) แต่จะเลือกใช้ยุทธวิธี "สร้างสมดุลอำนาจ" (Political Balance) เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากหล่มความขัดแย้ง 20 ปี

การยอมกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ "Reset" การเมืองไทย เพื่อให้ประเทศพ้นจากวิบากกรรม "นิติสงคราม" ที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นและการพัฒนาประเทศมาช้านาน เป้าหมายใหญ่คือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของเขาและพรรคเพื่อไทยในสายตาประชาชน

บทเรียนทางประวัติศาสตร์: ปรากฏการณ์ "ทักษิณ"

ข้อเสนอที่สำคัญประการหนึ่ง คือการให้นายทักษิณบันทึกประสบการณ์และความในใจผ่านงานเขียน เพื่อชำแหละบทเรียนทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองรุ่นหลัง ในฐานะที่เป็น "ปรากฏการณ์ทางการเมือง" (Phenomenon) ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ การบันทึกนี้จะเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนปัญหาของประชาธิปไตยไทยและกระบวนการยุติธรรมในช่วงรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์

การเมืองไทยในยุค "หลังพักโทษของทักษิณ" จะเป็นการเดินเกมที่เน้นความแยบยลและระมัดระวังมากขึ้น นายทักษิณจะยังคงเป็น "ตัวละครหลัก" ที่คอยคุมจังหวะก้าวเดินของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการต่างประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อสถาปนาศรัทธาและความเป็นปึกแผ่นกลับคืนมา ท่ามกลางการเฝ้ามองของฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะตรวจสอบทุกย่างก้าว ความสำเร็จในครั้งนี้จึงมิได้วัดกันที่อำนาจในมือ แต่หากวัดกันที่ความสามารถในการนำพาประเทศให้พ้นจากวงเวียนความขัดแย้งเดิมๆ สู่เสถียรภาพที่ยั่งยืน

แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)

ข่าวล่าสุด

“ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"

“ทักษิณ ชินวัตร”กับนิยามบทบาทใหม่ในระเบียบอำนาจ "กึ่งพ้นวิบากกรรม"