
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก รับแรงหนุน AI จับตาสงครามอิหร่านฉุดเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแดนบวกจากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและ AI แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันพุ่ง หลังการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านไร้ความคืบหน้า
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายวันจันทร์ ในแดนบวกเพียงเล็กน้อย โดยแรงหนุนสำคัญยังมาจากกระแสความเชื่อมั่นต่อธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แม้บรรยากาศการลงทุนเริ่มชะลอลงในช่วงท้ายฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังจับตาความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ
ดัชนีหลักทั้ง 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี Dow Jones ปิดที่ 49,704.47 จุด เพิ่มขึ้น 95.31 จุด หรือ 0.19% ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 13.91 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 7,412.84 จุด ส่วน Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 27.05 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 26,274.13 จุด โดยทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ยังคงทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
กลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์โดดเด่นที่สุดในตลาด โดยดัชนี PHLX Semiconductor พุ่งขึ้นถึง 2.6% สะท้อนว่ากระแสการลงทุนในธุรกิจ AI ยังแข็งแกร่งและไม่มีสัญญาณชะลอตัวในระยะสั้น
ในด้านผลประกอบการ บริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 จำนวน 440 บริษัทจากทั้งหมด 500 บริษัท ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแล้ว โดยกว่า 83% มีผลกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลจาก LSEG IBES
อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศงบการเงินใกล้สิ้นสุด ความสนใจของนักลงทุนเริ่มกลับไปสู่ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระบุว่า ข้อเสนอด้านสันติภาพจากอิหร่านยัง “ไม่เป็นที่น่าพอใจ” ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ และสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรง
นักลงทุนจึงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และยอดค้าปลีก ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างหรือเริ่มกระทบกำลังซื้อของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม
อีกประเด็นสำคัญที่ตลาดเฝ้าติดตาม คือ การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงปักกิ่งในช่วงปลายสัปดาห์ โดยคาดว่าจะมีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งสงครามอิหร่าน การค้า อาวุธนิวเคลียร์ ไต้หวัน เทคโนโลยี AI รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายข้อตกลงด้านแร่หายาก
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% หลังทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ “ใกล้ล้มเหลว” ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน
สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปิดเพิ่มขึ้น 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.88% ที่ระดับ 104.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐ ปิดที่ 98.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.65 ดอลลาร์ หรือ 2.78%
โดยระหว่างวัน Brent แตะระดับสูงสุดที่ 105.99 ดอลลาร์ ขณะที่ WTI พุ่งแตะ 100.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังผันผวนหนักในระหว่างวัน โดยนักลงทุนยังประเมินสถานการณ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงรอข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ
ราคาทองสปอตเพิ่มขึ้น 0.2% ปิดที่ 4,723.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ร่วงลงมากกว่า 1% ระหว่างการซื้อขาย ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 4,728.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์







