posttoday
บัญชีม้า…ไม่ใช่ “อาชา” แต่คือหายนะ!!

บัญชีม้า…ไม่ใช่ “อาชา” แต่คือหายนะ!!

12 พฤศจิกายน 2568

ขณะนี้แทบทุกสื่อออนไลน์จะพูดถึงเด็กติดคุกเพราะบัญชีม้า มีญาติมิตร ไต่ถามมารัวๆ จึงย่นย่อเรื่องบัญชีม้าในเวลาจำกัด เพื่อให้ทันยุดทันสมัย

KEY

POINTS

  • บัญชีม้า คือบัญชีธนาคารที่เจ้าของยินยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม เช่น ฉ้อโกง ฟอกเงิน เพื่อปกปิดเส้นทางการเงินของคนร้าย
  • การใช้บัญชีม้าก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยมีผู้เสียหายจำนวนมากและมีมูลค่าความเสียหายรวมหลายหมื่นถึงแสนล้านบาท
  • ผู้เปิดหรือให้ยืมบัญชีม้ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท และอาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิด


ขณะนี้แทบทุกสื่อออนไลน์พูดถึงกรณีเด็กติดคุกเพราะ “บัญชีม้า” มีญาติมิตรไต่ถามกันมามาก จึงขอย่นย่อเรื่องบัญชีม้าในเวลาจำกัดให้ ทันยุคทันสมัย “บัญชีม้า” (Mule Account, Nominee Account) คือบัญชีที่ถูกเปิดขึ้นหรือถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน บัญชีม้าจึงเป็นวิธีการที่ผู้กระทำความผิดจำนวนมากนิยมใช้เพื่อปกปิด เส้นทางการเงิน หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้ พยานหลักฐาน เชื่อมโยงถึงตัวคนร้ายได้ คนร้ายสามารถทำได้หลายวิธีเพื่อให้ได้บัญชีม้า เช่น

(๑) เจ้าของบัญชีถูกหลอกลวงหรือจงใจรับจ้างขายบัญชีให้แก่ผู้กระทำผิดกฎหมาย ปัจจุบันพบเห็นได้แพร่หลายในสังคมออนไลน์ มีการประกาศขายบัญชีเงินฝากธนาคารอย่างเปิดเผย ตั้งแต่ราคา ๘๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท

(๒) มิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปเปิดบัญชีในชื่อของบุคคลนั้น ๆ

กล่าวโดยสรุป “บัญชีม้า” คือเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมอีกประเภทหนึ่ง เป็นการเปิดบัญชีฝากโดยใช้ข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของบัญชี แล้วมอบให้ผู้อื่นนำไปใช้เป็น เครื่องมือ ในการกระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ เช่น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง หรือรับโอนเงินจากการค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย
 

ธุรกิจการพนัน ใช้สำหรับการฟอกเงิน ใช้ปกปิดรายรับเพื่อหลบเลี่ยงภาษี
แม้กระทั่งเป็นทางผ่านของเงินจากผู้ที่ได้เงินมาจากการกระทำความผิดในทุกรูปแบบ
(สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ๒๕๕๙)

กรณีบุคคลที่จงใจเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้อย่างอิสระ
แต่เนื่องจากการจะเปิดบัญชีเงินฝากได้ต้องอาศัยข้อมูลส่วนตัวของผู้เปิดบัญชี เช่น
ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และอาชีพ
ซึ่งเจ้าของข้อมูลย่อมต้อง ผูกพันตนเองให้รับผิด ในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บัญชีนั้น

คำว่า “บัญชีม้า” อาจมาจากการเปรียบเทียบกับลักษณะของ “ม้า”
ซึ่งสามารถวิ่งหรือเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและคล่องตัว
ลักษณะการทำหน้าที่ของบัญชีม้า จึงเป็นเพียง “พาหนะ” ในการนำส่ง
มิใช่เจ้าของแท้จริงของเงินหรือทรัพย์สินที่ส่งผ่าน

สถานการณ์ความเสียหายจากบัญชีม้า

ปัจจุบัน “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นเครื่องมือของอาชญากรรมทางการเงิน
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก

ข้อมูลที่พบมีดังนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๕ – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘
มีผู้เสียหายจากภัยทางการเงิน (รวมกรณีหลอกลวงออนไลน์) มากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย
มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ได้ดำเนินการจัดการบัญชีม้าแล้วกว่า ๒.๘ ล้านบัญชี

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า การใช้บัญชีม้าเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ
โดยมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น “ราว ๑๐๐ พันล้านบาท”
(บทความภาษาอังกฤษเดิมใช้คำว่า 100 billion baht ซึ่งตรงกับ “หนึ่งแสนล้านบาท”)
แสดงว่าความเสียหายอยู่ในระดับ “หลายหมื่นถึงหลายแสนล้านบาท”

ศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC) รายงานว่า
ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี มีการระงับบัญชีต้องสงสัย (รวมบัญชีม้าและซิมม้า)
ประมาณ ๓๔๘,๐๐๖ บัญชี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

๑. พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖

โดยเฉพาะ มาตรา ๙

มาตรา ๙ ผู้ใดเปิด หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน
โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเอง หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง
หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน
ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้

“โดยที่ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีในการหลอกลวงประชาชนทั่วไปผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ
จนทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และผู้หลอกลวงได้โอนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดผ่านบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลอื่นต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดหรืออำพรางการกระทำความผิด
ซึ่งในแต่ละวันมีผู้ถูกหลอกจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องตราพระราชกำหนดนี้ เพื่อให้มีมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ”

๒. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้ “ความผิดมูลฐาน” หมายความว่า (๓) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

มาตรา ๕
ผู้ใด (๑) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น
หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการกระทำความผิด
มิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน
ให้ถือว่ามีความผิดฐานฟอกเงิน

กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับบัญชีม้า

จากการสืบค้นยังไม่พบว่ามีประเทศใด บัญญัติความผิดเฉพาะสำหรับบุคคลผู้เปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า หรือซิมม้า)
แต่โดยทั่วไปจะใช้ กฎหมายอาญา (ฉ้อโกง), กฎหมายฟอกเงิน,
กฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์, และ กฎหมายธุรกรรมทางการเงิน มาปรับใช้แทน

โทษของบัญชีม้า

เปิดบัญชีหรือยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์
จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือกระจายข่าวเพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้กระทำความผิด
จำคุกตั้งแต่ ๒–๕ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐–๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกา

ปัจจุบันมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับ “บัญชีม้า” และความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมากขึ้น เช่น ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น
ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาบางส่วนดังนี้

ฎีกาที่ ๕๑๙๑/๒๕๖๓

การยอมเปิดบัญชีเงินฝากให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับผลตอบแทนจากการกู้ยืมเงิน
ถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางการเงินอีกรูปแบบหนึ่ง
อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการกระทำความผิด
ก่อนหรือขณะกระทำความผิด

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีคนร้ายหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากของจำเลย
และจำเลยได้ถอนเงินออกจากบัญชี อันเป็นการฉ้อโกงผู้เสียหาย
จำเลยจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

ฎีกาที่ ๓๖๓๙/๒๕๖๕

บัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นของญาติใกล้ชิดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่ต้น
และจำเลยที่ ๑ เองก็เคยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ย่อมทราบว่ามีการใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มนั้นในการกระทำความผิด
โดยเฉพาะก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินผ่านเครื่องอัตโนมัติด้วยตนเอง
พบว่ามีการถอนเงินรายวันติดต่อกันหลายวัน และหลังจากจำเลยที่ ๑ ถอนเงิน
ก็ยังมีการถอนเงินในวันถัดมาอย่างต่อเนื่อง

พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ กับพวกร่วมกันครอบครองบัตรเอทีเอ็มไว้ตลอดเวลา
และจำเลยที่ ๑ ยอมรับรู้การกระทำของพวกตนในการรับโอนและถอนเงินแต่ละครั้ง
จึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดทุกกระทงตามฟ้อง

ฎีกาที่ ๑๑๙๓/๒๕๖๖

จำเลยที่ ๒ รู้ว่าจำเลยที่ ๓ กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
และการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
แต่ยังยินยอมให้จำเลยที่ ๑ นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุน
ซึ่งจำเลยที่ ๒ และพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายทั้ง ๑๓ ราย

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ ๑
ในการกระทำความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าว
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖
และต้องร่วมรับผิดทางแพ่งกับจำเลยที่ ๑ ด้วย

ฎีกาที่ ๑๖๒๕/๒๕๖๗

จำเลยตั้งใจเปิดบัญชีธนาคารขึ้นมาใหม่โดยไม่มีเจตนาใช้เอง ทั้งสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มก็นำไปให้บุคคลอื่นใช้โดยเฉพาะ
การเปิดบัญชีในลักษณะดังกล่าวถือว่า เล็งเห็นได้ว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และถือเป็นการ “ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย”
จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

ฎีกาที่ ๑๐๙๓/๒๕๖๖

การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง เป็นเพราะหลงเชื่อกลอุบายหลอกลวงของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ต้น
โดยจำเลยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ ซึ่งเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่ง
และจำเลยทั้งสองได้ปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้โจทก์ทราบว่า
จำเลยทั้งสองไม่ได้ นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์

โจทก์ที่ ๑ ไม่ทราบว่า จำเลยที่ ๑ จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อน หรือนำไปให้ “นายวงแชร์” หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำผิด หรือไม่ได้เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้น “ความผิดสำเร็จ” อยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลยแต่ละครั้ง
การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ข้อความเชิญชวนในกลุ่มแอปพลิเคชัน “ไลน์” และข้อความดังกล่าวคงอยู่ต่อเนื่องตามวันเวลาในฟ้อง ถือเป็นการเสนอผลตอบแทนเพื่อล่อใจให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไป

เมื่อโจทก์ทั้งสองโอนเงินตามวันเวลาในฟ้อง อันเกิดจากกลอุบายของจำเลยทั้งสอง

ความผิดจึงสำเร็จตามจำนวนครั้งที่มีการโอนเงิน

โจทก์ที่ ๑ ถูกหลอกให้โอนเงิน ๕ ครั้ง จึงเป็นความผิด ๕ กรรมต่างกัน

โจทก์ที่ ๒ ถูกหลอกให้โอนเงิน ๓ ครั้ง โดย ๒ ครั้งแรกถือเป็นกรรมเดียวกัน แต่ครั้งหลังแยกต่างหาก จึงเป็นความผิดเพิ่มอีก ๒ กรรม

ฎีกาสำคัญ!!

ฎีกานี้ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

คือ ฎีกาที่ ๔๙๒๐/๒๕๖๗ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ เยาวชนกระทำความผิด

ทำให้สังคมวิตกกังวลว่า ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดเยาวชนเช่นนี้อย่างไร

ฎีกาที่ ๔๙๒๐/๒๕๖๗

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้ เป็นเรื่องผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป
จึงแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายของจำเลย

ตามพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า บุคคลที่มาชักชวนอาจเป็นผู้จัดหาคนมาเปิดบัญชีให้ผู้อื่นใช้
หรืออาจร่วมกับคนร้ายนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมาย หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกให้เปิดบัญชีหาได้ไม่
เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการ “ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย”
ให้ได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลย ก่อนและขณะคนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย

ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของผู้อื่น
ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

ลำดับกระบวนพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้น : พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ : ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษแผนกเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา : อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๒ (๑), ๓๔๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๖

ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ ๑๗ ปีเศษ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา ๗๖
จากโทษจำคุก ๑ ปี เหลือจำคุก ๙ เดือน
แต่เนื่องจากจำเลยเป็นเยาวชน จึงให้ส่งตัวไป ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง
มีกำหนดขั้นต่ำ ๑ ปี และขั้นสูง ๒ ปี

หากจำเลยมีอายุครบ ๒๔ ปีบริบูรณ์แล้วยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำ
ให้ส่งตัวไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนด ๑ ปี
และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

ข้อสังเกตจากคำวินิจฉัยศาลฎีกา

การรับจ้างเปิดบัญชีและมอบสมุดบัญชีให้ผู้อื่น
เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายใช้บัญชีรับเงินจากเหยื่อ
ถือเป็นความผิดฐาน “ผู้สนับสนุน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ประกอบมาตรา ๓๔๒ (๑) และมาตรา ๓๔๓ วรรคสอง

ข้ออ้างว่า “ถูกหลอกให้เปิดบัญชี” ศาลไม่รับฟัง
เพราะถือเป็นพฤติการณ์ผิดวิสัยของผู้เปิดบัญชีทั่วไป ย่อมเล็งเห็นได้ถึงการนำไปใช้ในทางมิชอบ

ศาลลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ แม้โจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการร่วม
เพราะไม่แตกต่างกันในสาระสำคัญ และจำเลยไม่เสียเปรียบในการต่อสู้คดี
(ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง)

เยาวชนก็ติดคุกได้ แต่ดำเนินการตามวิธีเฉพาะของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ

คดีนี้เป็น อุทาหรณ์สำคัญให้ผู้ปกครองสอดส่องดูแลบุตรหลาน
ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หรือคิดหารายได้จากการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

(คลิ๊กอ่านต้นฉบับ)

 

 

ข่าวล่าสุด

"นิพนธ์" นำทีมบุกขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงต่างประเทศ! หลังไทยก้าวเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก

"นิพนธ์" นำทีมบุกขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงต่างประเทศ! หลังไทยก้าวเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก