posttoday
เมื่อเดโมแครตยึด Congress โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อเดโมแครตยึด Congress โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

06 พฤศจิกายน 2569

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่เพิ่งผ่านไป มีผลทำให้พรรคเดโมแครตได้คุมคะแนนเสียงเบ็ดเสร็จของสภาทั้งสอง (Congress)

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่เพิ่งผ่านไป มีผลทำให้พรรคเดโมแครตได้คุมคะแนนเสียงเบ็ดเสร็จของสภาทั้งสอง (Congress) นั้น จะทำให้เศรษฐกิจโลกที่วุ่นวายเหวี่ยงซ้ายทีเหวี่ยงขวาทีตามนิสัยกะล่อนของทรัมป์จนปั่นป่วนไปทั้งโลกเบาบางลงไปมาก ดังนี้.-

 

ประการแรก ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโลก

 

      1. การตั้งท่าจะรบราฆ่าฟันกันเดี๋ยวที่โน่น เดี๋ยวที่นี่คงจะหดหายไปแยะ ทำให้ประเทศที่จะทำมาค้าขายกันโดยเฉพาะด้านพลังงาน และยังรวมถึงเส้นทางการขนส่งพลังงานจะสะดวกมากขึ้นในเร็ววัน แล้วสินค้าอื่นๆก็จะเกิดความสะดวกในการขนส่งตามมาด้วย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงจะทำให้การค้าขายระหว่างประเทศดีขึ้น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยจะลดลง ที่สำคัญสุดๆราคาน้ำมันและก๊าซน่าจะลดต่ำลงไปสู่ระดับที่ควรจะเป็น โดยจะไม่ขึ้นลงตามอารมณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนแต่ก่อน

 

      2. เมื่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเข้ารูปเข้ารอย เรื่องการผลิตสินค้าก็จะดีขึ้น เรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) ก็อาจจะค่อยๆปรับให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้น เพราะนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าของชาวอเมริกันสูงขึ้นมาก จนบานปลายไปถึงการค้าขายของสหรัฐกับประเทศเพื่อนบ้านที่ค้าขายกันมานาน เช่น แคนาดา เม็กซิโก ต้องบิดเบี้ยว และกระทบต่อชาวอเมริกันเองมากเช่นกัน

 

      3. ธุรกิจการบินซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการท่องเที่ยวทั่วโลกจะมีการปรับและมีการกำหนดเส้นทางบินระหว่างประเทศได้แน่ชัดกว่าแต่ก่อน รวมทั้งราคาของน้ำมันเครื่องบินก็จะลดลงมาก จังหวะนี้ตรงกับการเริ่มฤดูการท่องเที่ยวของไทยด้วย ก็จะมีผลให้การท่องเที่ยวทั่วโลกเบ่งบานเหมือนดอกไม้ผลิออกดอกสะพรั่ง เรื่องนี้ประเทศไทยเราจะได้อานิสงส์อย่างมาก 

 

      4. เกี่ยวกับค่าของสกุลเงินหลักๆและทองคำจะยังคงผันผวนต่อไปแม้ว่าราคาของน้ำมันจะปรับเข้าสู่เสถียรภาพได้บ้าง แต่ราคาของหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นจะยังแกว่งอยู่แน่ แต่ทั้งโลกดัชนีจะมีการปรับฐานสูงขึ้น รวมทั้งตลาดพันธบัตรหรือตราสารหนี้ของประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่โต ก็จะยังคงมีผลตอบแทน (Yield) ที่สูงอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้อัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อของประเทศต่างผันผวนต่อไป

 

ประการที่สอง ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการบริหารประเทศของทรัมป์

 

แม้ว่าทรัมป์จะยอมรับว่าความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลของเขาดันไปทำสงครามกับประเทศอิหร่านก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องอยู่ทำงานไปอีก 2 ปี ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองส่วนหนึ่งจะเห็นว่าเขายังมีความบ้าบิ่นอยู่ แต่ก็น่าจะเชื่อได้ว่าพรรคเดโมแครต นอกจากจะกำกับควบคุมด้านกฎหมาย ด้านการเงินการคลังซึ่งเป็นหัวใจหลัก และการใช้มาตรการที่สำคัญอื่นๆแล้ว ยังอาจจะทำการเช็คผลงานย้อนหลังของทรัมป์ในเรื่องคอร์รัปชันอีกด้วย

 

ดังนั้น ในระยะ 2 ปีต่อจากนี้ ทรัมป์จะทำอะไรตามใจชอบอีกยากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังไม่แน่ใจว่าทรัมป์เองจะใช้เวลาที่เหลือ 2 ปีนี้ สร้างสิ่งที่ถูกใจชาวอเมริกันให้มากที่สุด เพราะอีก 2 ปี ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ มิฉะนั้น พรรครีพับลิกันจะส่งใครมารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคราวหน้าก็จะต้องกินน้ำใต้ศอกพรรคเดโมแครตอย่างแน่นอน

 

ประการที่สาม ผลกระทบต่อไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง 

 

สำหรับไทยเรานั้นนับว่าโชคดีกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกัน แม้ว่าไทยเราไม่สามารถปั่นการผลิตของประเทศให้โตเทียบเท่าเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ไทยก็ยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูงประเทศหนึ่งในโลกนี้ แม้ว่าในช่วง 6-7 เดือนที่เกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ (Balance of payment) ของไทยที่เคยเกินดุลอยู่ตลอด ต้องตกอยู่ในภาวะขาดดุลต่อเนื่องทุกเดือนเนื่องจากราคาพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากในอนาคตอันสั้นราคาน้ำมันดิบจะโน้มต่ำลงเหลือในระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยก็จะดูดีขึ้นเช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีแหล่งพลังงานเหมือนไทย

 

ในกลุ่มอาเซียนขณะนี้มี 2 ประเทศที่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาก คือฟิลิปปินส์ และการขาดความเชื่อถือในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้อันดับเครดิตของประเทศลดต่ำลง ซึ่งกระทบต่อสถานะการเงินและการคลังของประเทศเขามาก

 

ผมมีความเห็นว่าการพลิกโฉมและปรับปรุงด้านเศรษฐกิจของไทยจะทำได้ง่ายกว่า 2 ประเทศเพื่อนบ้านที่กล่าวข้างต้น ถ้าหากพรรคการเมืองของไทยไม่มัวแต่ชิงดีชิงเด่นด้วยเรื่องน่ารำคาญด้านการเมือง จนไม่มีเวลามาใส่ใจ (Focus) กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ตรงประเด็นตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ได้ให้คำแนะนำอย่างดีในการประชุมประจำปีที่เมืองไทยเมื่อกลางเดือนที่แล้วนี่เอง เห็นได้ชัดไม่ว่าสถาบันการเงินใหญ่ของโลกจะชี้แนะถึงบ้านยังไง แต่ดูเหมือนว่านักการเมืองของไทยยังชอบและยึดถือแต่สไตล์ “น้ำพริกปลาทู” อยู่อย่างเดิม

 

ผมเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในจุดที่ดีทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาทางด้านกายภาพต่างๆ แต่เรื่องนี้ก็ถูกถ่วงด้วยภาครัฐที่มีศักยภาพต่ำตลอดมา ขณะที่นักการเมืองที่เก่งจริงและทำงานเพื่อประเทศชาติจริงของไทยหาได้ยากมาก 

 

ที่น่าห่วงมากสำหรับประเทศไทยคือโรคร้าย 2 ชนิดที่ยากในการเยียวยา แต่เป็นโรคที่บั่นทอนศักยภาพและพละกำลังของประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา คือ “การคอร์รัปชัน” และอีกชนิดหนึ่งที่ได้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมาประมาณไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง นั่นก็คือการหลอกลวงฉ้อฉล Online หรือ Scammer และการพนัน Online ทั้งสองเรื่องนี้จับต้องไม่ค่อยได้ 

 

เหล่านักวิชาการ สื่อต่างๆ และผู้ที่ต้องทำงานหนักให้กับประเทศชาติ เช่น ข้าราชการและนักการเมืองจากบ้านเล็กบ้านใหญ่ต่างก็รู้กันดีว่าทั้งสองเรื่องที่บางคนยังพัวพันอยู่ที่จับต้องไม่ค่อยได้นี้ มันไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงเฉิดฉายอยู่ในวงการเมืองแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทย และในประเทศไทยเราเองนี่แหละ

 

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลักที่รู้ๆกันก็คือคนไทยและเทศที่ทำมาหากินร่วมกันอยู่ทั้งสองเรื่อง หากยิ่งมีหุ้นส่วนหรือผู้สนับสนุนที่อยู่ในแวดวงการเมืองของไทยด้วยแล้วละก็ มันก็จะเป็นเชื้อไวรัสที่จะทำลายภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ควรจะแข็งแกร่ง ให้จมปลักลงไปในโคลนตมได้อย่างง่ายดาย อย่าคิดว่า Bangkok Blueprint จะเอาอยู่

_________________________

6 พฤศจิกายน 2569

บทความโดย: สมหมาย ภาษี

ข่าวล่าสุด

ปลดล็อก SME สู่ตลาดดิจิทัลด้วย AI เร่งโลกาภิวัตน์ยุคใหม่

ปลดล็อก SME สู่ตลาดดิจิทัลด้วย AI เร่งโลกาภิวัตน์ยุคใหม่