
ไทยขยับรับภาษีขั้นต่ำโลก 15% ครม.เคาะแลกเปลี่ยนข้อมูล OECD เริ่มมิถุนายน 2570
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กติกาภาษีระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่บริษัทข้ามชาติสามารถวางโครงสร้างธุรกิจและเลือกประเทศที่มีภาษีต่ำเพื่อบริหารต้นทุนได้มากขึ้น ปัจจุบันหลายประเทศกำลังร่วมกันผลักดัน “Global Minimum Tax” หรือภาษีขั้นต่ำโลก เพื่อไม่ให้การแข่งขันด้านอัตราภาษีกลายเป็นช่องทางในการโยกกำไรออกจากประเทศที่มีการประกอบธุรกิจ
ประเทศไทยก็เดินหน้าเข้าสู่ระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ไทยดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่กับประเทศภาคีตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยกำหนดเริ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2570 เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคของกรมสรรพากร แต่เป็นสัญญาณว่าการตรวจสอบธุรกรรมระหว่างประเทศของธุรกิจขนาดใหญ่กำลังเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน
ภาษีขั้นต่ำโลก 15% คืออะไร
Global Minimum Tax เป็นมาตรการภายใต้กรอบ OECD/G20 Inclusive Framework on BEPS โดยมีเป้าหมายให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีในระดับที่มีประสิทธิผลไม่น้อยกว่า 15% ในแต่ละเขตอำนาจภาษีที่เข้าเกณฑ์ หากอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าระดับดังกล่าว อาจเกิด “ภาษีส่วนเพิ่ม” หรือ Top-up Tax เพื่อทำให้อัตราภาษีขึ้นไปถึงระดับขั้นต่ำที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม คำว่า “15%” ไม่ได้หมายความว่าบริษัททุกแห่งในประเทศไทยจะถูกปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขึ้นเป็น 15% ทันที เพราะมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ในขอบเขตของกติกา โดย OECD กำหนดเกณฑ์รายได้รวมของกลุ่มในระดับประมาณ 750 ล้านยูโรต่อปี หรือราว 28,000 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทไทยทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ตามเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีขั้นต่ำโลกเพียงเพราะไทยเข้าร่วมมาตรการนี้
จุดเปลี่ยนสำคัญของไทย
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ วันที่ 1 มิถุนายน 2570 ไม่ใช่วันที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มมี Global Minimum Tax เพราะไทยได้ออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรองรับกติกาภาษีขั้นต่ำโลกแล้ว และกรมสรรพากรได้ออกกฎหมายและแนวทางที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2570 คือ การยกระดับความร่วมมือด้าน การแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศ เพื่อให้หน่วยงานภาษีของประเทศต่าง ๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทข้ามชาติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรมสรรพากรเองได้ประกาศเรื่องการเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเตรียมระบบรองรับการส่งต่อข้อมูลระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล
หัวใจของมาตรการนี้อยู่ที่ “ข้อมูล” เพราะธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ไม่ได้มีรายได้และกำไรอยู่เพียงประเทศเดียว บริษัทหนึ่งอาจมีบริษัทแม่ในประเทศหนึ่ง มีบริษัทย่อยในอีกหลายประเทศ และมีการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ เช่น ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย ค่าบริการ หรือการซื้อขายสินค้า
ในอดีตหากหน่วยงานภาษีของแต่ละประเทศเห็นเฉพาะข้อมูลภายในประเทศ การตรวจสอบภาพรวมของกลุ่มบริษัทอาจทำได้ยากขึ้น แต่เมื่อมีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล หน่วยงานภาษีจะสามารถนำข้อมูลจากหลายประเทศมาเปรียบเทียบกันได้ดีขึ้น
ผลที่ตามมาคือการโยกกำไรไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำเพียงเพื่อให้ภาระภาษีของกลุ่มลดลงจะทำได้ยากขึ้น OECD ระบุว่า Global Minimum Tax ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไร และสร้างระดับขั้นต่ำของการแข่งขันด้านภาษีระหว่างประเทศ
ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด
กลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์ 750 ล้านยูโรต่อปี และมีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ เพราะต้องพิจารณาอัตราภาษีที่แท้จริงของแต่ละเขตอำนาจภาษีตามกฎ GloBE
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทในกลุ่มได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจนภาษีที่จ่ายจริงในประเทศหนึ่งต่ำกว่า 15% กลุ่มบริษัทอาจต้องพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเสียภาษี 15% จากรายได้ทั้งหมด แต่เป็นการคำนวณตามระบบ GloBE ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ที่เข้าเกณฑ์ ภาษีที่เกี่ยวข้อง และรายการปรับปรุงหลายประเภท
ประเด็นนี้มีความสำคัญกับประเทศไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นหรือลดภาษี อาจต้องประเมินผลกระทบจากภาษีขั้นต่ำโลกเพิ่มเติม โดย BOI ได้เตรียมแนวทางด้านเครดิตภาษีเพื่อช่วยรองรับผลกระทบจากกติกาใหม่แล้ว
ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไร
บริษัทข้ามชาติและบริษัทไทยที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าโครงสร้างกลุ่มของตนเข้าเกณฑ์ GMT หรือไม่ จากนั้นควรจัดระบบข้อมูลบัญชีและภาษีของแต่ละบริษัทในแต่ละประเทศให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ภาษีที่ชำระ สิทธิประโยชน์ทางภาษี รายการระหว่างบริษัทในเครือ และข้อมูลของบริษัทในแต่ละเขตอำนาจภาษีจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการคำนวณภาษีขั้นต่ำโลกไม่ใช่เพียงการนำกำไรสุทธิตามงบการเงินมาคูณด้วย 15%
ในด้านการบริหาร ผู้ประกอบการควรประเมินผลกระทบล่วงหน้าว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอยู่จะทำให้เกิดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ รวมถึงเตรียมบุคลากรและระบบบัญชีให้พร้อมสำหรับการจัดทำข้อมูลตามมาตรฐานสากล
สรุป การที่ไทยเตรียมเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศในวันที่ 1 มิถุนายน 2570 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปรับระบบภาษีไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล แต่ควรทำความเข้าใจให้ชัดว่า เดือนมิถุนายน 2570 คือจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ใช่วันที่ Global Minimum Tax 15% เพิ่งเริ่มมีผลในประเทศไทย เพราะไทยมีกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มรองรับมาตรการนี้แล้ว
สำหรับธุรกิจทั่วไปเรื่องนี้อาจยังไม่เปลี่ยนภาระภาษีโดยตรง แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจที่มีโครงสร้างระหว่างประเทศ การจัดการภาษีในอนาคตจะต้องให้ความสำคัญกับ “ข้อมูล” มากขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ การวางโครงสร้างธุรกิจเพื่ออาศัยความแตกต่างของกฎหมายภาษีแต่ละประเทศจะถูกตรวจสอบได้ละเอียดกว่าเดิม
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting







