
โอกาสครั้งที่สองให้ SME ไทย: คนทำธุรกิจที่เคยล้ม ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจ
ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3 ล้านราย สร้างงานกว่า 13 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งในสามของ GDP จึงถูกเรียกว่าเป็น “กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ”
แต่เมื่อธุรกิจล้ม สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่เพียงบริษัทหนึ่งแห่ง ผู้ประกอบการอาจสูญเสียเครดิต เข้าถึงเงินทุนได้ยาก และติดอยู่กับกระบวนการทางกฎหมายเป็นเวลานาน คนที่เคยสร้างธุรกิจ จ้างงาน และสั่งสมประสบการณ์จึงอาจถูกผลักออกจากระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับบริษัท
ความสูญเสียนี้คือการสูญเสีย ทุนผู้ประกอบการ หรือ entrepreneurial capital ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้
ระบบล้มละลายต้องเปิดทางให้เริ่มต้นใหม่
OECD เสนอว่า ระบบล้มละลายที่ดีไม่ควรทำหน้าที่เพียงรวบรวมทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ แต่ต้องช่วยจัดสรรทรัพยากรไปสู่กิจกรรมที่มีศักยภาพกว่าเดิม โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
* บริษัทที่ยังมีศักยภาพควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างก่อนล้ม
* บริษัทที่ไม่สามารถดำเนินต่อได้ควรออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว
* ผู้ประกอบการที่ล้มเหลวโดยสุจริตควรมีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่
หลักการข้อสุดท้ายเรียกว่า Second Chance หรือ Fresh Start
ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ใครล้ม และต้องรับผิดชอบอย่างไร” แต่ต้องถามต่อว่า “หลังจากรับผิดชอบแล้ว จะทำอย่างไรให้คนที่ยังมีความสามารถกลับมาสร้างเศรษฐกิจได้อีกครั้ง”
OECD ให้ความสำคัญกับระยะเวลาการปลดหนี้ เพราะหากผู้ประกอบการติดอยู่กับความล้มเหลวนานเกินไป ต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่จะสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้
หลายประเทศจึงพัฒนา Early Warning System, pre-insolvency procedures และกระบวนการเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือก่อนธุรกิจล้มอย่างสมบูรณ์
Second Chance ไม่ใช่การยกหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข
การให้โอกาสครั้งที่สองไม่ได้หมายถึงการยกหนี้ให้ทุกคน หรือลดทอนสิทธิของเจ้าหนี้ ระบบต้องแยกให้ชัดระหว่าง ความล้มเหลวทางธุรกิจ กับ การฉ้อโกง
ผู้ที่โกง ซ่อนทรัพย์ โอนทรัพย์ หรือจงใจสร้างความเสียหายแก่เจ้าหนี้ ต้องรับผิดตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ผู้ประกอบการที่ล้มเพราะตลาดเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน เศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนเพิ่ม หรือบริหารผิดพลาดโดยสุจริต ไม่ควรถูกลงโทษทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต
เพราะในโลกธุรกิจ ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม หากเราส่งเสริมให้คนกล้าลงทุนและสร้างธุรกิจ แต่กลับทำให้ความผิดพลาดครั้งเดียวปิดโอกาสเริ่มต้นใหม่ แนวคิดทั้งสองย่อมขัดแย้งกัน
รักษาคนที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่ทุกบริษัท
ธุรกิจไทยกำลังเผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ ภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน การแข่งขันจากต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ธุรกิจบางส่วนย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้ รัฐไม่จำเป็นต้องรักษาทุกบริษัทไว้ แต่ควรรักษาความสามารถของผู้ประกอบการในการกลับมาแข่งขัน
ผู้ประกอบการที่เคยสร้างบริษัทมีความรู้เรื่องลูกค้า ตลาด พนักงาน และความผิดพลาดที่ผ่านมา หากระบบทำให้คนเหล่านี้กลับมาไม่ได้ ประเทศจะสูญเสียมากกว่าบริษัทหนึ่งแห่ง แต่สูญเสีย ทุนมนุษย์ทางธุรกิจ
หากพวกเขากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ ความรู้ เงินทุน และแรงงานจะหมุนเวียนไปสู่กิจการใหม่ที่มีศักยภาพกว่าเดิม
ดังนั้น ระบบ insolvency จึงเกี่ยวข้องไม่เพียงกับกฎหมายล้มละลาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการแข่งขัน ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
หากประเทศไทยต้องการเข้าใกล้มาตรฐาน OECD ควรดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. ทบทวนกฎหมายภายใต้หลัก Second Chance
ทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการสำหรับ SME ง่าย รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เข้าถึงได้ พร้อมทบทวนระยะเวลาการปลดหนี้ของผู้ประกอบการสุจริตให้เหมาะสมกับมาตรฐานสากล
2. สร้าง Early Warning System และ Pre-insolvency Mechanism
ให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้หรือธุรกิจได้ก่อนล้มอย่างสมบูรณ์
3. พัฒนาระบบ Second-Chance Financing
เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้องเข้าถึงเงินทุนอีกครั้ง โดยยังให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงตามปกติ แต่ต้องแยกแยะระหว่าง “ผู้ที่เคยล้ม” กับ “ผู้ที่ไม่มีความสามารถในการทำธุรกิจ”
4. ลด stigma ของความล้มเหลว
สังคมควรเลิกมองว่าการปิดบริษัทเท่ากับความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม เพราะความล้มเหลวทางธุรกิจจำนวนมากเป็นผลลัพธ์ตามปกติของการแข่งขัน
5. บรรจุ Second Chance ในวาระการปฏิรูปเพื่อเข้า OECD
พร้อมจัดทำตัวชี้วัดว่า ผู้ประกอบการที่ผ่านกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ได้กี่ราย สร้างงานกี่ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาเท่าใด
การให้โอกาสครั้งที่สองไม่ได้หมายถึงการอุ้มธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือยกเว้นความรับผิดชอบต่อหนี้ แต่หมายถึงการยอมรับว่า
บริษัทสามารถล้มได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ประกอบการล้มตามบริษัทไปด้วย
ประเทศไทยลงทุนสร้างผู้ประกอบการใหม่และพัฒนาทักษะ SME อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์จริงหลุดออกจากระบบไปอย่างถาวร
ถึงเวลาถามให้ครบสองด้านว่า
เราจะช่วย SME ที่กำลังจะล้มอย่างไร
และ
ถ้าเขาล้มแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขากลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง
เพราะเศรษฐกิจไทยไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั้งหมด บางส่วนอาจมาจากผู้ประกอบการที่เคยล้ม
แต่กลับมาใหม่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม







