
ธุรกิจต้องรู้! การเปลี่ยนแปลงภาษีเงินได้นิติบุคคลและมาตรการใหม่ ปี 2569
ในปี 2569 แม้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโดยรวม แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการภาษีและกฎหมายลำดับรองหลายฉบับที่ส่งผลต่อการวางแผนภาษี การบริหารต้นทุน และการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจ SMEs และนิติบุคคลทั่วไป
การติดตามประกาศของกรมสรรพากรจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมาตรการใหม่หลายรายการเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะเดียวกันหากไม่ติดตามการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้พลาดสิทธิหรือเกิดความเสี่ยงจากการยื่นแบบภาษีไม่ถูกต้อง
บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญที่ธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากร
1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลยังคงเดิม
ในปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิม โดยทั่วไปนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ และกิจการบางประเภท เช่น SMEs ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย อาจได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันไดหรือสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
ผู้ประกอบการจึงควรแยกให้ออกระหว่าง "การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี" กับ "มาตรการภาษีใหม่" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน โดยในปี 2569 การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นมาตรการสนับสนุนเฉพาะด้านมากกว่าการปรับอัตราภาษี
2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุน
ภาครัฐยังคงใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยออกมาตรการให้ธุรกิจสามารถนำรายจ่ายบางประเภทมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่าปกติ หรือได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างมาตรการที่ประกาศในช่วงปี 2568–2569 ได้แก่
● มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการบางประเภท
● สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่หรือโครงการที่รัฐบาลส่งเสริม
● การหักรายจ่ายเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมที่รัฐต้องการสนับสนุน ผู้ประกอบการควรศึกษารายละเอียดของแต่ละมาตรการ เนื่องจากมีระยะเวลาบังคับใช้และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรม
หนึ่งในมาตรการที่ได้รับความสนใจคือ การสนับสนุนผู้ประกอบกิจการโรงแรม โดยอนุญาตให้นำรายจ่ายจากการปรับปรุง ต่อเติม หรือขยายกิจการที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายมาหักภาษีได้ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการและกระตุ้นการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์ดังกล่าวใช้ได้เฉพาะกิจการที่มีคุณสมบัติตามประกาศที่เกี่ยวข้อง และต้องจัดเตรียมเอกสารประกอบให้ครบถ้วน
4. ความสำคัญของเอกสารประกอบการเสียภาษี
แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หากเอกสารไม่ครบถ้วน ธุรกิจอาจไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ เอกสารสำคัญ ได้แก่
● ใบกำกับภาษี
● หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
● หลักฐานการชำระเงิน
● สัญญาหรือเอกสารประกอบธุรกรรม
● เอกสารบัญชีที่จัดทำตามมาตรฐาน
การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น
5. การติดตามกฎหมายและประกาศใหม่
กรมสรรพากรเผยแพร่พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศต่างๆ ผ่านเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมายฉบับล่าสุด สามารถดูข้อมูลกฎหมายและประกาศล่าสุดได้ที่ กฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากร
6. ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร
เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการควรดำเนินการ ดังนี้
● ตรวจสอบประกาศใหม่ของกรมสรรพากรเป็นประจำ
● วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี
● จัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
● จัดเก็บเอกสารภาษีอย่างครบถ้วน
● ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อมีธุรกรรมที่ซับซ้อน
การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายกำหนดอย่างถูกต้องและโปร่งใส
7. สิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลมากขึ้น ทั้งการยื่นแบบออนไลน์ การใช้ข้อมูลธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการตรวจสอบข้อมูลทางภาษี ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลบัญชีและภาษีมากกว่าที่เคย
ดังนั้นการละเลยการจัดทำเอกสารหรือยื่นแบบไม่ครบถ้วน อาจส่งผลให้เกิดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือการตรวจสอบภาษีในภายหลัง
สรุป แม้ปี 2569 จะยังไม่มีการปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยรวม แต่มีมาตรการภาษีและประกาศใหม่หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การส่งเสริมการลงทุน และการสนับสนุนผู้ประกอบการในบางภาคธุรกิจ
ผู้ประกอบการควรติดตามประกาศของกรมสรรพากรอย่างต่อเนื่อง ศึกษาเงื่อนไขของแต่ละมาตรการ และจัดทำบัญชีพร้อมเอกสารประกอบให้ครบถ้วน เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการเสียภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ https://inflowaccount.co.th/







