
การทุจริตคอร์รัปชันที่แผ่ดกดื่นทั้งประเทศ เห็นกันแล้วยังไม่หลั่งน้ำตาอีกหรือ
เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการจัดงานเลี้ยงใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เชิญนักธุรกิจใหญ่ของไทยถึง 34 คน จาก 10 กลุ่มธุรกิจสำคัญมางานเลี้ยง แล้วพูดให้คณะรัฐบาลฟังเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้ฟังนอกจากเป็นคนสำคัญของรัฐบาลแล้ว ก็ยังประกอบด้วยคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมทั้งนักธุรกิจใหญ่จากทุกด้านของประเทศ
ในโอกาสนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีของไทยก็พูดอย่างเปิดอกให้นักธุรกิจใหญ่ทั้งหลายผู้คุมเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ฟังว่า ทางรัฐบาลนี้ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนว่ามีข้อติดขัดและปัญหาใดที่เห็นว่าต้องแก้ไข ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแรงขึ้น และสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีศักยภาพ มีอนาคตและมีความยั่งยืน
ตามข่าวที่ออกมาฟังได้ว่ากลุ่มธุรกิจใหญ่ทั้งหลายต่างเข้าใจดีตั้งแต่การต้องเข้าไปช่วยคนกลุ่มเปราะบาง การช่วยธุรกิจ SMEs การปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆในการทำธุรกิจ ซึ่งมีประเด็นหลักดังนี้
ข้อ 1. เรื่องเด่นที่สุดที่นักธุรกิจทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจออกมา คือ เรื่องการคอร์รัปชันของไทยเรื่องที่พุ่งสูงมากในขณะนี้และแผ่ไปครอบคลุมทุกเรื่องทุกราวจนนักธุรกิจทนไม่ไหว มีการพูดคุยกันมากระหว่างสมาคมธุรกิจต่างๆตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า คอร์รัปชันหนักมากแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถทำอะไรที่ชัดเจนในเรื่องจะขจัดได้จริงจัง อย่างดีก็แค่การรณรงค์มากขึ้นเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสที่ 14 พฤษภาคม นี้ ก็ได้มีข่าวเปิดเผยจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption ว่ามีหน่วยงานภาครัฐมากมายถึง 60.9 % ของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ ที่ได้มีการรับสินบนกันไปจำนวนเงินเฉลี่ยแต่ละครั้งไม่ใช่น้อย แน่นอนที่สุดหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงหัวหน้าหน่วยงานแทบทุกแห่งที่ถูกเปิดเผยชื่อก็ออกมาชี้แจงเชิงปฏิเสธทั้งๆที่ขัดสายตาและการสัมผัสของประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่ระดับประชาชนธรรมดา ไปจนถึงนักธุรกิจน้อยใหญ่ ผมอยากให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ออกมาแฉและประณามให้บ่อยกว่านี้ เพื่อให้รู้เห็นกันมากขึ้น
หน่วยงานที่ กกร. ได้เปิดเผย ออกมานั้น เป็นหน่วยงานของราชการส่วนกลาง นอกจากนี้หลังจากประเทศไทยเราได้ทำการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เราก็จะเห็นข่าวและเห็นเรื่องถูกศาลฟ้องร้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. บ่อยๆทุกวันนี้ส่วนกลางคอร์รัปชันได้ ส่วนท้องถิ่นก็ทำได้หมด ขณะนี้เรามาถึงขั้นที่องค์การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน (ป.ป.ช.) ทั้งกรรมการและองค์กร มีกลิ่นคอร์รัปชันคลุ้งไปหมด แล้วประเทศจะมีอะไรเหลืออีกหรือ
การเข้าไปแก้ไขเรื่องคอร์รัปชันของประเทศ ถ้ารัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเอาจริง ก็ต้องร่วมกันออกกฎหมายขจัดการคอร์รัปชันอย่างที่หลายประเทศทำกัน มีตัวอย่างมากในเอเชีย ตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และเวียดนาม โดยต้องประกาศออกมาเป็นวาระแห่งชาติ แล้วให้มีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งปี แต่หากมีการแฉพฤติกรรมของนักการเมืองไทยออกมาได้อย่างที่ กกร. ได้แฉหน่วยงานของราชการ เกรงว่ายากที่จะหานักการเมืองมาออกกฎหมายนี้ได้
2. เรื่องนอมินี หรือตัวแทนที่เกิดขึ้นมากมายในไทย โดยคนไทยเป็นตัวนอมินีทำให้ชาวต่างชาติทั้งดีและไม่ดีเข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์และมีกิจการที่ผิดกฎหมายในไทยมากมาย
ตามข้อเท็จจริงที่คนไทยเป็นตัวแทนหรือนอมินีนี้ ได้เกิดขึ้นแพร่หลายมาก โดยผู้ที่เป็นตัวการไม่ใช่แค่คนไทย มีตั้งแต่สำนักงานกฎหมายไทย และไทยบวกเทศจำนวนไม่น้อยด้วยที่รับทำหรือช่วยหาชื่อนอมินีมาให้ มันเป็นเรื่องทั่วไปกันแล้วในเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไทยของชาวต่างชาติ และการมีนอมินีนี้ต้นตอมาจากการคอร์รัปชัน หรือเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันตามมา และที่ร้ายกว่านั้น บริษัทต่างชาติที่มีนอมินีคนไทยนี้เป็นกิจการที่เลี่ยงภาษีเป็นส่วนใหญ่ ขอให้สรรพากรเข้าไปเช็คด้วยเถอะ
ที่มาของเรื่องก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่เหมาะจะมาเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ ไม่ต้องพูดว่าไทยเราดีกว่าชาติอื่นๆในเอเชียแค่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีชาวต่างชาติต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ ปกติพออายุห้าสิบปีก็พากันมาอยู่แล้ว จะให้ง่ายก็มาหาสาวไทยที่น่ารัก ทำงานบ้านเก่ง ดูแลสามีเยี่ยม มาเป็นภรรยาแล้วจดทะเบียน ชาวต่างชาติประเภทนี้ปัจจุบันได้เข้ามาอยู่มาก และจำนวนไม่ใช่น้อยที่เคยมีอาชีพดีๆที่บ้านเมืองของตนมาก่อน จึงอยู่ในฐานะดีมีเงินทองใช้สบายจนวันตาย
ลองมาดูข้อมูลของบริษัทที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอยู่ไม่ใช่ชาวอิสราเอลเท่านั้นที่ตั้งใจมายึดแผ่นดินไทยทำมาหากิน ชาวยุโรป จีน และรัสเซีย ต่างก็ยึดแต่ละพื้นที่ให้เห็นกันชัดๆตำตา ซึ่งผู้เข้ามาหานอมินีไทย หอบเงินจำนวนมากมาลงทุนแล้วมาประกอบธุรกิจ ถูกต้องตามกฎหมายมากน้อยต่างกัน หลีกเลี่ยงภาษีมากบ้างน้อยบ้าง โดยมีคนไทยหรือเจ้าหน้าที่ไทยแนะวิธีเลี่ยงให้ เหล่านี้มีดาษดื่นมากในประเทศที่ต่างชาติจะทำอะไรก็ง่ายอย่างประเทศไทย
ขอนำข้อมูลของทางการมาให้ดูสัก 3 พื้นที่ เริ่มจากเกาะพะงันมีบริษัทจำกัดทั้งหมด 4,761 ราย มีต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย หรือ 67.5 % มีอิราเอลอันดับ 1 จำนวน 720 ราย หรือ 22 % เกาะสมุยมีบริษัทจำกัดทั้งหมด 12,050 ราย มีต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย หรือ 68.2 % มีฝรั่งเศส อันดับ 1 อังกฤษ อันดับ 2 จังหวัดภูเก็ตหรือเกาะภูเก็ตใหญ่สุด มีบริษัทจำกัดทั้งหมด 29,646 ราย มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,626 ราย หรือ 39.2 % สัดส่วนน้อยแต่จำนวนมากที่สุด โดยมีรัสเซีย อันดับ 1 จีน อันดับ 2 ตามมาติดๆด้วยอังกฤษและฝรั่งเศส
ท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทยทั้งหลาย เห็นตัวเลขแล้วพอจะคาดการณ์ได้ไหมครับว่า ประเทศสุดที่รักของท่านจะสูญเสียธุรกิจให้ต่างชาติจนจะเหลือแต่เศษธุรกิจให้คนไทยอีกนานแค่ไหน คนไทยจะมีที่ยืนในการประกอบธุรกิจแค่ไหน ท่านที่เป็นนักวิชาการพอจะคิดออกหรือไม่ว่า GDP ของไทยที่เพิ่มขึ้นแค่ปีละ 1.5 – 2.5 % ในขณะนี้ เป็นส่วนที่ชาวต่างชาติได้มีส่วนร่วมผลิตแค่ไหน และเป็นของคนไทยแท้ๆสักแค่ไหน
สรุปแล้ว การทุจริตคอร์รัปชันที่แผ่ไปทั่วประเทศ บวกกับการยอมให้ใช้นอมินีโดยไม่รู้ไม่เห็นและไม่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน จนมีธุรกิจของชาวต่างชาติใหญ่ๆมายึดแผ่นดินไทยทำมาหากิน แถมเลี่ยงภาษีให้เห็นชัดๆในขณะนี้ ถามว่านักการเมืองและนักเลือกตั้งทั้งที่รักชาติและที่จิตใจเป็นสีเทาพันธุ์แท้ทั้งหลาย ได้เห็นโลงศพกันแล้วหรือยังครับ







