เปิดสูตรคำนวณ! เงินได้สุทธิปี 2568 มือใหม่ทำตามได้ทันที
การยื่นภาษีเป็นเรื่องที่หลายคนมักรู้สึกว่า “ยาก ซับซ้อน และต้องใช้ความเข้าใจสูง” โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มทำงานใหม่หรือเพิ่งเริ่มยื่นภาษีด้วยตัวเอง แต่ความจริงแล้ว การคำนวณภาษีไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
หากเราแยกทีละขั้นตอน และเข้าใจว่า “เงินได้สุทธิ” คือหัวใจสำคัญ
เพราะตัวเลขนี้เองที่จะถูกนำไปคิดภาษีขั้นสุดท้ายว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ หรือหลังหักลดหย่อนต่างๆ แล้วเราจะเหลือเงินต้องเสียภาษีจริงๆ เพียงใด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบว่าจะคำนวณเงินได้สุทธิของปีภาษี 2568 อย่างไรให้ไม่งง แถมทำได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ
ทำไมต้องคำนวณเงินได้สุทธิ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่ได้ถูกนำไปคิดภาษีแบบเต็มจำนวน แต่ต้องผ่านกระบวนการหักหลายขั้น เช่น ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย ค่าลดหย่อนส่วนตัว ลดหย่อนครอบครัว ประกัน สังคม หรือสิทธิหักลดหย่อนตามกฎหมายปีนั้นๆ เมื่อหักออกทั้งหมดแล้ว ก็จะเหลือเป็น “เงินได้สุทธิ” ซึ่งจะถูกนำไปเทียบกับอัตราภาษีขั้นบันได การรู้วิธีคิดเองจึงช่วยให้วางแผนได้ว่า ควรใช้สิทธิลดหย่อนประเภทใด และจะลดภาระภาษีได้มากแค่ไหน
ขั้นตอนคำนวณเงินได้สุทธิแบบง่ายๆ
1) รายได้รวมทั้งปี
เริ่มจากการรวบรวมรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีภาษีนั้น ไม่ว่าจะเป็น
• เงินเดือน
• โบนัส
• รายได้จากฟรีแลนซ์
• ค่าคอมมิชชั่น
• รายได้จากการให้บริการต่าง ๆ
***รวมทุกอย่างไว้เป็นรายได้รวมก่อนหักค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างเช่น หากได้เงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน พร้อมโบนัสปลายปี 20,000 บาท ก็จะมีรายได้รวม 380,000 บาทต่อปี
2) หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
สำหรับมนุษย์เงินเดือน (เงินได้มาตรา 40(1)) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
รายได้ประเภทอื่น เช่น ค่าจ้าง ค่าบริการ หรืออาชีพเฉพาะทาง จะมีกฎหักค่าใช้จ่ายตามแต่ละประเภท ซึ่งผู้ยื่นต้องตรวจสอบให้ตรงประเภท
หากอยู่ในกลุ่มเงินเดือนเป็นหลัก ใช้สูตรง่ายมาก คือ รายได้รวม – ค่าใช้จ่าย (สูงสุด 100,000 บาท)
3) หักค่าลดหย่อนตามสิทธิที่มี
ค่าลดหย่อนคือส่วนที่ช่วยลดเงินได้สุทธิโดยตรง ซึ่งทุกคนมีสิทธิเหมือนกันบางส่วน และบางส่วนขึ้นอยู่กับสถานะ เช่น
• ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
• คู่สมรสไม่มีรายได้ 60,000 บาท
• บุตรคนแรก 30,000 บาท
• ประกันสังคม (ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท)
• เบี้ยประกันชีวิต
• RMF / กองทุนรวมเพื่อการออม (ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด)
การเรียงลำดับการหักนี้จะทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น และรู้ว่าตัวเองมีสิทธิลดหย่อนอะไรบ้าง
4) คำนวณเงินได้สุทธิ
เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว ตัวเลขสุดท้ายคือ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งเป็นยอดที่ใช้ไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได เช่น
• 0 – 150,000 = ไม่เสียภาษี
• 150,001 – 300,000 = เสีย 5%
• 300,001 – 500,000 = เสีย 10%
และปรับอัตราตามช่วงรายได้ที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างให้เห็นภาพจริง (แบบเข้าใจง่าย)
สมมุติว่า คุณมีรายได้ต่อปี 380,000 บาท
1. หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 → ใช้ 100,000
2. รายได้หลังค่าใช้จ่าย = 380,000 – 100,000 = 280,000
3. หักลดหย่อนส่วนตัว = 280,000 – 60,000 = 220,000
4. หักประกันสังคม (สมมติ 9,000 บาท) = 211,000
5. เงินได้สุทธิ = 211,000 บาท
เมื่อนำไปคูณอัตราภาษีตามขั้นบันได เงินได้สุทธิ 211,000 บาท อยู่ในช่วงที่เสียภาษี 5% แต่จะเสียเฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 บาท → 61,000 × 5% = 3,050 บาท เท่านั้น จะเห็นว่า เมื่อตัวเลขถูกไล่เรียงอย่างถูกต้อง ภาษีที่ต้องจ่ายจริงอาจน้อยกว่าที่เราคิดมาก
เทคนิควางแผนภาษีสำหรับปี 2568
1. เตรียมเอกสารลดหย่อนตั้งแต่ต้นปี เช่น ใบเสร็จประกันชีวิต ใบรับรองลงทุนกองทุน
2. คำนวณล่วงหน้าอย่างน้อยสองครั้งต่อปี เพื่อวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนก่อนสิ้นปี
3. ใช้สิทธิเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องซื้อของเพื่อลดหย่อนโดยไม่จำเป็น
4. ตรวจสอบเอกสารจากนายจ้างให้ครบถ้วน เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน (50 ทวิ)
กล่าวโดยสรุป การคำนวณเงินได้สุทธิสำหรับปีภาษี 2568 ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หากแยกทีละขั้น เริ่มจากรวมรายได้ หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน และสรุปยอดสุดท้ายเพื่อนำไปคิดภาษีตามอัตราที่กำหนด ความเข้าใจนี้จะช่วยให้คุณวางแผนภาษีได้ดีขึ้น ใช้สิทธิลดหย่อนตรงจุด และช่วยลดเงินภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หากมือใหม่ทำตามขั้นตอนในบทความนี้ รับรองว่ายื่นภาษีครั้งต่อไปจะง่ายขึ้นแบบเห็นได้ชัด และลดความสับสนที่เคยมีได้มากทีเดียว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting


