ถอดบทเรียนยกเครื่องประกันสังคม จากงบฟุ่มเฟือยสู่ปฏิรูปโครงสร้าง
ปมแจกของแพง–ดูงานต่างประเทศ สะท้อนปัญหาไม่ใช่รายกรณี แต่คือโครงสร้างบอร์ดอาชีพ เสียงเรียกร้องแยกกองทุนออกจากการเมือง ตั้งคำถามกติกาเลือกตั้งบอร์ด และอนาคตกองทุนแรงงานกว่า 2.8 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- ปัญหาการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือยของสำนักงานประกันสังคมถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของปัญหาที่ใหญ่กว่า คือปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจและกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ
- โครงสร้างอำนาจถูกครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเดิมที่หมุนเวียนเป็นกรรมการ (บอร์ดอาชีพ) และมีความพยายามแก้ไขกติกาเลือกตั้งเพื่อลดการตรวจสอบและรักษากลุ่มอำนาจเดิมไว้
- ข้อเสนอการปฏิรูปที่สำคัญคือการแยกกองทุนออกจากระบบราชการเพื่อลดการแทรกแซงทางการเมือง, จัดจ้างผู้บริหารการลงทุนมืออาชีพ, และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใสเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน
ถอดบทเรียน “ยกเครื่องประกันสังคม”
จากงบฟุ่มเฟือยรายกรณี สู่โจทย์ปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เลี่ยงไม่ได้
ความเงียบงันที่เกิดขึ้นหลังข่าวการใช้งบประมาณของ สำนักงานประกันสังคม ถูกตั้งคำถาม ไม่ต่างจากความเงียบก่อนพายุใหญ่
เพราะสิ่งที่ถูกเปิดโปงออกมา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “ของแพง” หรือ “ทริปดูงาน” หากแต่กำลังเขย่าไปถึงฐานรากของกองทุนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
การจัดซื้อปากกาแบรนด์เนม การแจก iPad ให้กรรมการ ไปจนถึงงบศึกษาดูงานต่างประเทศที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจหลัก ถูกมองว่าเป็นเพียง “ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาที่ลึกกว่านั้นมาก — ปัญหาเชิงโครงสร้าง อำนาจ และกลไกตรวจสอบ
บทสนทนาระหว่าง ดร.พีรภัทร ฝอยทอง นักวางแผนการเงิน และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิเคราะห์การเมือง สะท้อนภาพเดียวกันว่า หากยังมองปัญหาประกันสังคมเป็นเรื่องรายกรณี สังคมจะพลาดคำถามสำคัญที่สุดว่า
ใครควบคุมเงินของแรงงาน และควบคุมด้วยกลไกแบบใด
“บอร์ดอาชีพ” กับโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากยาวนาน
หัวใจของปัญหา ไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่อยู่ที่โครงสร้างที่เปิดทางให้ “คนกลุ่มเดิม” หมุนเวียนทำหน้าที่เป็นกรรมการมาอย่างยาวนาน จนเกิดสภาพที่ถูกเรียกกันตรงไปตรงมาว่า บอร์ดอาชีพ
โครงสร้างเช่นนี้ ทำให้การกำกับดูแลอ่อนแรง การตัดสินใจขาดแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริง และยิ่งนานวัน ยิ่งสร้างแรงจูงใจให้ “เขียนกติกาเพื่อรักษาอำนาจ” มากกว่าการเขียนกติกาเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน
หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์หนัก คือความพยายามปรับกติกาการเลือกตั้งบอร์ด โดยลดจำนวนการเลือกจาก 7 คน เหลือเพียง 1 คน ภายใต้แนวคิด “1 สิทธิ 1 เสียง” ซึ่งในทางทฤษฎีอาจดูเป็นประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกมองว่าเป็นการทำลายการทำงานแบบทีมตรวจสอบ และเปิดช่องให้กลุ่มอำนาจเดิมกลับมาครอบงำได้ง่ายขึ้น
เมื่อ “ทีมผู้ประกันตน” เปิดพื้นที่แดนสนธยา
ที่ผ่านมา การมีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าไปทำงานแบบเป็นทีม เช่น กลุ่มที่สังคมรู้จักในชื่อ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ได้ทำหน้าที่สำคัญในการเปิดข้อมูลที่เคยอยู่ในพื้นที่สีเทา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ การจัดซื้อ หรือเหตุผลเชิงนโยบายที่ไม่เคยถูกอธิบายต่อสาธารณะ
สิ่งนี้สะท้อนว่า ปัญหาของประกันสังคมไม่ใช่การ “มีคนดี–คนไม่ดี” แต่คือการออกแบบระบบที่เอื้อหรือไม่เอื้อให้ความโปร่งใสเกิดขึ้น
หากกติกาการเลือกตั้งบอร์ดถอยหลัง การเปิดโปงและการตรวจสอบจากภายในก็จะถอยหลังตามไปด้วย
แยกกองทุนออกจากระบบราชการ: ทางออกหรือทางเสี่ยง
ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง คือการแยกการบริหารกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ และลดการกำกับโดยตรงจาก กระทรวงแรงงาน
เหตุผลสำคัญคือ โครงสร้างปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองและระบบอุปถัมภ์แทรกแซงการตัดสินใจด้านการลงทุน ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่ระดับประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงงบประมาณแผ่นดินทั้งปี แต่กลับถูกบริหารด้วยกรอบคิดแบบหน่วยงานราชการ
บางแนวคิดเสนอให้ใช้โมเดลใกล้เคียง กบข. หรือย้ายไปอยู่ภายใต้การกำกับของ กระทรวงการคลัง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน การลงทุน และกลไกกำกับดูแลตามมาตรฐานสากลมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่กังวลก็เตือนว่า ภารกิจประกันสังคมมีความซับซ้อน ครอบคลุมตั้งแต่รักษาพยาบาล ว่างงาน สงเคราะห์บุตร ไปจนถึงชราภาพ หากแยกโครงสร้างโดยไม่มีระบบกำกับที่รัดกุม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน
บริหารแบบมืออาชีพ: จากเบี้ยประชุมสู่ KPI
อีกแกนหนึ่งของการปฏิรูป คือการปรับระบบบริหารให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
ข้อเสนอสำคัญคือการแยกพอร์ตการลงทุนออกจากงานบริหารทั่วไป เปิดทางให้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาดูแลโดยตรง พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) และผลตอบแทนตามผลสัมฤทธิ์ แทนระบบค่าตอบแทนแบบเบี้ยประชุมที่ไม่ผูกกับผลงาน
แนวคิดนี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน แต่ยังช่วยดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง ซึ่งระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถแข่งขันด้านค่าตอบแทนได้
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีข้อเสนอให้จัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะในบอร์ดด้านการแพทย์ ที่อาจมีผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนร่วมอยู่ ซึ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ไม่เป็นกลาง
ลดงบบริหาร คืนเงินให้ผู้ประกันตน
ประเด็นที่สังคมจับตาไม่น้อย คือการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็น
ตั้งแต่ของขวัญราคาแพง การดูงานต่างประเทศที่ไม่ชัดเจนด้านความคุ้มค่า ไปจนถึงโครงการซ่อมแซมที่อธิบายเหตุผลได้ไม่ครบถ้วน
ข้อเสนอหนึ่งคือการลดเพดานงบบริหารจัดการ ซึ่งปัจจุบันสามารถกันไว้ได้สูงถึง 10% ให้ใกล้เคียงมาตรฐานกองทุนทั่วไป และนำเงินส่วนต่างกลับไปเพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนโดยตรง
ภาพใหญ่ที่ต้องตัดสินใจ
ท้ายที่สุด การปฏิรูปประกันสังคมไม่ใช่เรื่องเทคนิคบัญชี หรือการจัดซื้อจัดจ้างเพียงไม่กี่รายการ
แต่มันคือคำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยจะยอมให้เงินของแรงงานหลายสิบล้านคน ถูกบริหารภายใต้ระบบที่ตรวจสอบยากและแทรกแซงง่ายต่อไปหรือไม่
หากการปฏิรูปทำได้ครบวงจร ตั้งแต่กติกาการเลือกตั้งบอร์ด ความเป็นอิสระจากการเมือง การบริหารแบบมืออาชีพ ไปจนถึงกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประกันสังคมอาจเปลี่ยนสถานะจาก “แดนสนธยา” ไปสู่กองทุนสาธารณะที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นหลักประกันอนาคตของแรงงานอย่างแท้จริง
แต่หากพลาดโอกาสนี้
พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว อาจไม่ใช่แค่เรื่องงบฟุ่มเฟือย หากคือวิกฤตศรัทธาต่อระบบทั้งระบบ
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


