
มรสุมซัด "อีลอน มัสก์" เดโมแครตแลนด์สไลด์ โหมกระแสต้าน Data Center
มรสุมลูกใหญ่ซัด "อีลอน มัสก์" และกลุ่มทุนบิ๊กเทค หลังเดโมแครตแลนด์สไลด์ศึกเลือกตั้งกลางเทอม โหมกระแสต้าน Data Center พุ่งทะลุปรอท วอลล์สตรีทซ้ำเติมเริ่มเมินทุ่มงบ AI
ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ กลายเป็นฝันร้ายของกลุ่มทุนเทคโนโลยี เมื่อประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศพร้อมใจกันลงประชามติคว่ำโครงการก่อสร้าง Data Center
ขณะที่ในเขตซึ่งไม่มีการเปิดโหวตเรื่องนี้โดยตรง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็เทคะแนนให้นักการเมืองที่ชูนโยบายสกัดกั้น Data Center อย่างชัดเจน เห็นได้จากรัฐเท็กซัสที่พรรคเดโมแครต ก้าวขึ้นมาเป็นว่าที่ผู้ว่าการรัฐคนใหม่ได้สำเร็จ
500 ล้านดอลลาร์ละลายแม่น้ำ เท็กซัสพลิกขั้ว แถมจ่อเบรก Data Center
อีลอน มัสก์ คือหนึ่งในผู้พัฒนา Data Center รายใหญ่ที่สุด และยังเป็นนายทุนอันดับหนึ่งที่ทุ่มเงินบริจาคให้พรรครีพับลิกันสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) หรืออาจสูงกว่านั้น
แต่การลงทุนทางการเมืองครั้งนี้กลับแทบไม่เกิดผล ซ้ำร้าย อาณาจักรธุรกิจของมัสก์ยังตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเพิ่งพลิกขั้วกลับมาเป็นฐานเสียง "สีน้ำเงินเข้ม" ของฝั่งเดโมแครตเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ
ขณะเดียวกัน ญัตติระดับท้องถิ่นทั่วประเทศที่หวังปลดล็อกให้สร้าง Data Center ได้เร็วขึ้น ต่างถูกประชาชนโหวตตีตกเกือบทั้งหมด สวนทางกับร่างกฎหมายที่เสนอให้จำกัดหรือระงับการก่อสร้างชั่วคราว ซึ่งผ่านความเห็นชอบแทบทุกพื้นที่
โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสที่ว่าที่ผู้ว่าฯ คนใหม่จากพรรคเดโมแครต เพิ่งโค่นแชมป์เก่าจากรีพับลิกันลงได้ พร้อมประกาศชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงว่าจะเดินหน้าจัดระเบียบโครงการ Data Center ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง
Data Center "ผู้ร้าย" ในสายตาอเมริกันชน
แม้ประเด็น Data Center จะไม่ได้ถูกบรรจุเป็นญัตติประชามติในทุกพื้นที่ แต่กระแสต่อต้าน AI และ Data Center ได้ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำที่ทรงพลังโดยไม่แบ่งขั้วการเมือง เพียงแต่พรรคเดโมแครตสามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นคะแนนเสียงได้ดีกว่า
สถานการณ์นี้ทำให้ช่วง 2 ปีข้างหน้า ต่อเนื่องไปจนถึงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 กลายเป็นโจทย์สุดหินของบรรดาบิ๊กเทคและผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ (Hyperscalers)
ชนวนเหตุที่ทำให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน มาจากแนวทางการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีเอง ที่มักเดินหน้าขออนุมัติโครงการแบบไม่โปร่งใส ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำสัญญาปกปิดข้อมูล (NDA) และไม่เปิดเผยขนาดที่แท้จริงของโครงการในพื้นที่เปราะบางทางสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างหนัก การเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรโดยขาดความโปร่งใสเช่นนี้ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งฝั่งรีพับลิกัน เดโมแครต และกลุ่มอิสระ ตัดสินใจใช้คูหาเลือกตั้งเป็นเวทีส่งเสียงคัดค้าน
ที่ผ่านมา บริษัทด้าน AI มักอ้างเสมอว่าธุรกิจของตนไม่สามารถเติบโตได้หากถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่เมื่อกระแสสังคมตีกลับอย่างหนัก ค่ายใหญ่อย่าง OpenAI ก็รีบปรับท่าทีทันที
ด้วยการเปิดตัวแนวทางนโยบายใหม่ในชื่อ "Compute Campus Policy Blueprint" ประกาศยกเลิกการใช้สัญญา NDA และให้คำมั่นว่าจะเปิดเผยแผนงานอย่างโปร่งใสมากขึ้น
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า เมื่อเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายและสัญญาณการจัดระเบียบที่เอาจริงเอาจัง กลุ่มทุนเทคโนโลยีก็พร้อมยอมปรับตัว
นอกจากปรับนโยบายแล้ว OpenAI ยังพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการเลี่ยงไปใช้คำว่า "Compute Campus" (แคมปัสประมวลผล) ที่ฟังดูเป็นมิตรมากขึ้น แทนคำว่า Data Center ซึ่งมีภาพลักษณ์ติดลบไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงใดๆ ซ้ำยังดูเป็นการหลงประเด็นไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกครั้งของ OpenAI
การเมืองสั่งเบรก และ Wall Street เริ่มหมดศรัทธา
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เปรียบเสมือนแรงกระแทกซ้ำสองที่ซัดเข้าใส่กลุ่มบิ๊กเทค หลังจากต้องเผชิญแรงกดดันจากตลาดหุ้น Wall Street ไปก่อนหน้านี้ เมื่อเหล่านักลงทุนเริ่มหมดความตื่นเต้นและตั้งคำถามกับการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้าง Data Center รวมถึงระบบประมวลผล AI
เท่ากับว่าเวลานี้ บริษัทเทคโนโลยีกำลังเจอมรสุมรุมเร้าจากสองทิศทาง
ในมิติการเมืองและกฎหมาย การขออนุญาตสร้าง Data Center จะยากและซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ส่วนในมิติตลาดทุน นักลงทุนใน Wall Street ก็ไม่พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินหรือไล่ราคาหุ้นเหมือนที่ผ่านมา
แต่ความท้าทายใหญ่คือ หากบริษัทเหล่านี้ยังต้องการขยายขีดความสามารถของ AI ให้ถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องหาที่สร้าง Data Center ที่ไหนสักแห่งให้ได้อยู่ดี







