posttoday
มติ กกต. 5 ต่อ 2 เปิดข้อถกเถียง  ใครตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสว.

มติ กกต. 5 ต่อ 2 เปิดข้อถกเถียง ใครตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสว.

09 พฤศจิกายน 2569

มติ กกต. 5 ต่อ 2 ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจคดี สว. เปิดข้อถกเถียงเรื่องการตรวจสอบ ขณะที่วัสแย้งคำวินิจฉัยไม่ได้เป็นที่สุดทุกกรณี

KEY

POINTS

  • กกต.เสียงข้างมากขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัครและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือก สว. รวมถึงขอบเขตการตรวจสอบของศาลฎีกา
  • วัส ติงสมิตร เห็นว่า ต้องแยกประเภทการใช้อำนาจของ กกต. และไม่อาจใช้มาตรา 210 เป็นช่องทางแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาลฎีกา
  • ในเชิงวิเคราะห์ ข้อพิพาทกระทบทั้งช่องทางคุ้มครองสิทธิทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่อองค์กร แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าการยื่นคำร้องทำให้คดี สว. หยุดลงทั้งหมด

 

 

มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5 ต่อ 2 เสียง ให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210 เพื่อวินิจฉัยปัญหาอำนาจเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดข้อถกเถียงสำคัญว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุดเพียงใด และศาลฎีกาสามารถตรวจสอบได้ในขอบเขตใด

 

แก่นของเรื่องจึงอยู่ที่เส้นแบ่งระหว่างอำนาจจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระกับอำนาจตุลาการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งสองด้านมีความหมายต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว.

 

ฝ่ายเสียงข้างมากตั้งคำถามหลักสองประเด็น ประเด็นแรก คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครของผู้อำนวยการเลือกระดับต่าง ๆ ถือเป็นที่สุดหรือไม่ ประเด็นที่สอง คำวินิจฉัยของ กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่งกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. สามารถถูกยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาทบทวนได้หรือไม่

 

 

เหตุผลของฝ่ายเสียงข้างมากคือ หลังประกาศผลการเลือกแล้ว การยื่นคำร้องขอเพิกถอนสิทธิต่อศาลฎีกาต้องดำเนินการโดย กกต. จึงเกิดข้อโต้แย้งถึงสิทธิของผู้สมัครหรือบุคคลอื่นในการนำเรื่องเข้าสู่ศาลโดยตรง

 

ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อยสองคนคัดค้านแนวทางนี้ และขอชะลอการส่งเรื่องหนึ่งสัปดาห์เพื่อจัดทำความเห็นแนบคำร้อง

 

ความเห็นต่างนี้สะท้อนว่า แม้ภายในองค์กรเดียวกันก็ยังมีข้อถกเถียงต่อขอบเขตอำนาจและช่องทางดำเนินการ

 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เสนอความเห็นอีกด้านว่า มาตรา 210 กำหนดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจขององค์กรที่ระบุไว้ แต่ไม่ได้ให้อำนาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาโดยตรง

 

วัสยังอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 เพื่ออธิบายว่า การใช้อำนาจของ กกต. ไม่ได้เป็นที่สุดทุกประเภท โดยแยกเรื่องสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ออกจากคำสั่งนับคะแนนใหม่หรือออกเสียงลงคะแนนใหม่ก่อนประกาศผล

 

ในเชิงวิเคราะห์ ประเด็นนี้ชี้ว่า การพิจารณาความเป็นที่สุดต้องดูทั้งประเภทคำสั่ง ช่วงเวลาที่ใช้อำนาจ และผลกระทบต่อสิทธิ จึงไม่ควรนำสถานะของคำสั่งประเภทหนึ่งไปอธิบายแทนการใช้อำนาจทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานที่ยกมาเป็นคดีเลือกตั้งท้องถิ่น การนำมาเทียบกับคดี สว. จึงยังเป็นเหตุผลประกอบข้อโต้แย้ง ไม่ใช่ผลวินิจฉัยของข้อพิพาทครั้งนี้

 

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ ผลต่อคดีที่อยู่ในศาลฎีกา การยื่นเรื่องจะทำให้คดีหยุดลงทั้งหมดหรือไม่ บทวิเคราะห์ของวัสโต้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจสั่งให้ศาลฎีกาหยุดพิจารณาคดีด้วยช่องทางดังกล่าว จึงไม่อาจสรุปว่าคดีถูกระงับแล้ว

 

ส่วนกระบวนการตามมาตรา 212 เป็นการส่งปัญหาว่าบทบัญญัติกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลยังดำเนินกระบวนพิจารณาต่อได้ แต่รอการพิพากษาไว้ ความแตกต่างนี้ทำให้ต้องระวังการนำผลของแต่ละกระบวนการมาปะปนกัน

 

ในทางการเมือง ข้อพิพาทเพิ่มประเด็นตรวจสอบก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการ แต่การกล่าวว่ามีเจตนาช่วยเครือข่ายการเมืองยังเป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว น้ำหนักของเรื่องจึงอยู่ที่เหตุผลทางกฎหมายและความชัดเจนว่า ผู้ได้รับผลกระทบยังมีช่องทางตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างไร.

 

ข่าวล่าสุด

ออมสิน เปิดสูตรติดตั้ง "โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน" บ้านแบบไหนคุ้ม-ไม่คุ้ม

ออมสิน เปิดสูตรติดตั้ง "โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน" บ้านแบบไหนคุ้ม-ไม่คุ้ม