
กฎหมายควบคุม AI ในวันที่ผู้นำอย่างสหรัฐฯตามหลังจีนกับยุโรป
เปิดแนวทางกำกับดูแล AI ทั่วโลก ตั้งแต่ EU ที่เน้นความปลอดภัย จีนที่เข้มด้านความมั่นคง ไปจนถึงสหรัฐฯ ที่ให้น้ำหนักการแข่งขันและการพัฒนาเป็นหลัก
KEY
POINTS
- สหภาพยุโรป (EU) ใช้กฎหมาย EU AI Act ที่แบ่งประเภท AI ตามระดับความเสี่ยงเพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นหลัก พร้อมบทลงโทษที่รุนแรง
- จีนเน้นการออกกฎหมายที่รวดเร็วและเข้มงวดโดยมุ่งเน้นความมั่นคงของรัฐ กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ AI ต้องผ่านการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ
- สหรัฐฯ มีแนวทางที่แตกต่าง โดยรัฐบาลกลางเลือกที่จะไม่ควบคุมโดยตรงเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ทำให้การออกกฎหมายเกิดขึ้นในระดับมลรัฐเท่านั้น
ที่ผ่านมาความพยายามในการกำกับควบคุม AI เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศที่ตระหนักถึงผลกระทบและพิษภัยที่มาพร้อมความก้าวหน้าก็เริ่มมองหาช่องทางในการดูแล กระทั่งเกิดเหตุ AI Agent ของ OpenAI หลุดการควบคุมโจมตีระบบของ Hugging Face ทำให้นี่เป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง
วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงแนวทางกฎหมายควบคุม AI ของโลกกันเสียหน่อยว่าไปถึงไหนบ้าง
EU AI Act กฎหมายควบคุม AI จากยุโรป
หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อกฎหมาย EU AI Act กันมาบ้าง เป็นกฎหมายควบคุม AI และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป ที่มีหลักคิดสำคัญคือ การจัดหมวดหมู่ AI แล้วออกแบบแนวทางควบคุมตามระดับความเสี่ยง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับการปกป้อง เป็นแนวคิดกฎหมายเน้นประชาชนเป็นหลัก
รูปแบบการจัดระดับความเสี่ยงของ EU AI Act แบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่
1.ยอมรับไม่ได้ ระบบที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น ระบบให้คะแนนทางสังคม(Social Credit) หรือ ระบบจดจำใบหน้าเรียลไทม์ในที่สาธารณะ กลุ่มนี้จะถูกสั่งแบนในยุโรปอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น
2.ความเสี่ยงสูง ระบบที่กระทบชีวิตและอนาคตของประชาชน เช่น AI คัดกรองการทำงาน, สินเชื่อ, การศึกษา, โครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิรักษาพยาบาล กลุ่มนี้ต้องมีการกำกับดูแลจากมนุษย์อย่างเข้มงวด มีการประเมินความเสี่ยงและบันทึกข้อมูลให้ตรวจสอบย้อนหลัง
3.ความเสี่ยงจำกัด ระบบที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสน เช่น AI Chatbot, ระบบสร้างภาพและวีดีโอเสมือนจริง, Deepfake และเนื้อหาที่สร้างจาก AI กลุ่มนี้จะน้นความโปร่งใส มีการแจ้งกับผู้ใช้งานทราบอย่างต่อเนื่องว่า เป็นการโต้ตอบพูดคุยหรือผลงานจาก AI
4.ความเสี่ยงต่ำ ระบบที่ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ระบบกรองอีเมลขยะ, ระบบจัดการสินค้า หรือ AI ในระบบทั่วไป เป็นกลุ่มที่จะไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายฉบับนี้
จุดสำคัญของ EU AI Act อยู่ที่ บทลงโทษ ในกรณีฝ่าฝืนบริษัทอาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 35 ล้านยูโร(ราว 1,300 ล้านบาท) หรือ 7% ของรายได้รวมทั่วโลกประจำปี ขึ้นกับว่าแบบไหนสูงกว่า อีกทั้งยังใช้หลักการ ขอบเขตครอบคลุมนอกอาณาเขต ทำให้บริษัททั่วโลก AI ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรในยุโรปต้องปฏิบัติตาม EU AI Act ไปด้วย
ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้เริ่มทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2024 และจะมีผลโดยสมบูรณ์ในเดือน สิงหาคม 2027
กฎหมายควบคุมจากจีน เน้นหนักความมั่นคง
อีกหนึ่งประเทศที่มีการตื่นตัวทาง AI ไม่แพ้กันคือจีน หน่วยงาน Cyberspace Administration of China (CAC) ออกกฎหมายมารับมือ AI อย่างต่อเนื่อง สอดรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อรับมือที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมและความมั่นคงของประเทศ
ต่างจากยุโรปที่ใช้เวลานับปีออกกฎหมายครอบคลุมรอบด้าน จีนจะเน้นออกกฎหมายเจาะจงเป็นภาคส่วน ฉบับแรกที่มีการระบุอย่างจริงจังคือ กฎหมายควบคุมอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา กำหนดให้การแนะนำฟีตหรือวีดีโอ ไม่ถูกนำมาใช้เพื่อปั่นกระแส กระตุ้นให้เสพติด หรือสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022
นับจากนั้นเป็นต้นมาจีนก็ออกกฎหมายควบคุม AI ออกมาอีกหลายฉบับ ตั้งแต่การบังคับให้ใส่ลายน้ำลงในเนื้อหาภาพ เสียง และวีดีโอ AI, โมเดล AI Chatbot ต้องใช้ข้อมูลถูกลิขสิทธิ์ ห้ามสร้างข้อมูลเท็จ และต้องตรวจสอบโดยรัฐ ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยติดป้ายกำกับข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ป้อน AI มีความปลอดภัย
นอกจากนี้บริษัท AI จีนต้องส่งเนื้อหาผลิตภัณฑ์ AI หน่วยงาน CAC ของภาครัฐตรวจสอบและขึ้นทะเบียน จึงจะได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ภายในประเทศ มีการเก็บเนื้อหาสนทนาของผู้ใช้ทุกคนย้อนหลัง 6 เดือน จนถึง 3 ปี เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบย้อนหลัง ตลอดจนหากพบเนื้อหาผิดกฎหมายต้องระงับการสร้างและปรับปรุงแก้ไขทันทีอีกด้วย
โดยพื้นฐานกฎหมายควบคุม AI ของจีนจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวดสูง เพื่อให้ระบบ AI สามารถทำงานและพัฒนาได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยจากรัฐบาล และห้ามผลิตเนื้อหที่เป็นเชิงบ่อนทำลาย ล้มล้าง หรือยุยงให้เกิดการแตกแยกและบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐและดินแดนโดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ตามจีนเป็นประเทศที่มีการผลักดันและเม็ดเงินสนับสนุนการพัฒนา AI จากภาครัฐสูง ทำให้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเป็นรองเพียงสหรัฐฯ
ย้อนมองสหรัฐฯที่ดูยังไม่เป็นรูปร่างนัก
สหรัฐฯมีแนวทางที่แปลกประหลาดไปเล็กน้อย กฎหมายกำกับดูแล AI มักมาจากระดับมลรัฐ เช่น Utah AI Policy Act ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พฤษภาคม 2024 ทำให้ธุรกิจต้องเปิดเผยว่ามีการใช้ AI ต้องแจ้งล่วงหน้าในการใช้ AI กับงานความเสี่ยงสูง และให้ผลลัพธ์จาก AI อยู่ในการรับผิดชอบทางกฎหมายของบริษัทที่นำมาใช้งาน
อิลลินอยส์มีกฎหมายห้ามนายจ้างใช้ AI ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ นิวยอร์กบังคับให้นายจ้างต้องจัดทำการตรวจสอบอคติของระบบก่อนใช้ AI ตัดสินใจจ้างงาน แคลิฟอร์เนียบังคับให้เปิดเผยข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนและระบุให้ชัดเจนกรณีมีการใช้ AI ในโฆษณา ตลอดจนเท็กซัสที่ห้ามสร้างสื่อลามกเด็กโดยเด็ดขาด นับเป็นความพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้กลับสวนทางกับรัฐบาลกลางโดยสิ้นเชิง จุดยืนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯคือ ลดข้อจำกัดทางกฎหมายแก่บริษัท AI และสร้างภาระทางกฎระเบียบแก่บริษัทเหล่านั้นให้น้อยที่สุด เพื่อต้องการคงสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีโลกเอาไว้ ทั้งหมดนี้ถูกระบุเอาไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ
รัฐบาลกลางจะไม่มีการออกกฎหมายกำกับควบคุมโดยตรง แต่เลือกจะสนับสนุนให้บริษัท AI ดูแลกันเอง โดยมีการลงนามข้อตกลงในการกำกับดูแลตนเอง โดยไม่มีการกำหนดกรอบ แนวทาง หรือบทลงโทษทางกฎหมายใดๆ อาศัยความสมัครใจและกรอบทางศีลธรรมของบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น
นอกจากไม่กำหนดกรอบในการควบคุม AI แล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐฯยังดำเนินการสกัดกั้นการออกกฎหมายควบคุมของระดับมลรัฐด้วยกลวิธีหลายรูปแบบ เช่น ให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯตั้งทีมฟ้องร้อง เพื่อยื่นยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับแนวทางนี้ รวมถึงตัดสิทธิ์รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในกรณีรัฐเหล่านั้นไม่ยอมปฏิบัติตามนโยบายนี้
เห็นได้ชัดว่าแนวทางของสหรัฐฯแตกต่างจากยุโรปและจีนโดยสิ้นเชิง ไม่เน้นการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนหรือภาครัฐ แต่อาศัยการขับเคลื่อนด้วยกลไกการแข่งขันบนตลาดเสรี เพื่อมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีต่อไป จนทำให้กฎหมายควบคุม AI ของสหรัฐฯติดอยู่ในระดับมลรัฐจนปัจจุบัน
นั่นทำให้ในเชิงการกำกับดูแลและควบคุม AI แล้ว สหรัฐฯตามหลังทั้งจีนและยุโรปอยู่มากทีเดียว
ปัจจุบันเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด เนื่องจากเป็นแนวนโยบายและทิศทางในการพัฒนาของแต่ละประเทศ คงต้องรอดูต่อไปว่า การกำกับดูแลรอบด้านของยุโรป เน้นหนักทางความมั่นคงของจีน หรือปล่อยให้ดำเนินอย่างอิสระจากสหรัฐฯ ใครจะไปถึงเส้นชัยก่อน
ที่มา
https://www.taipeitimes.com/News/biz/archives/2026/10/01/2003865163
https://www.pertamapartners.com/insights/china-ai-regulations







