posttoday
น่าขนลุก ChatGPT ขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยันทุกการคลิกและกดปุ่ม

น่าขนลุก ChatGPT ขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยันทุกการคลิกและกดปุ่ม

02 กันยายน 2569

AI กำลังขยับจากการเรียนรู้ข้อมูล สู่การติดตามพฤติกรรมบนเครื่องแบบละเอียด เมื่อ ChatGPT เริ่มบันทึกทุกคลิก จึงเกิดคำถามใหญ่เรื่องความเป็นส่วนตัว

ปัจจุบันการใช้งาน AI เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป หลายบริการเปิดให้เราเข้าถึงและใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือถูกกว่าอัตราค่าบริการจริง แลกกับการที่ข้อมูลของผู้ใช้งานอย่างเราถูกเก็บรวบรวมไปใช้ป้อนให้กับ AI เพื่อพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นค่าตอบแทนที่หลายคนทราบแต่ก็เต็มใจจ่ายเพื่อความสะดวกสบายในชีวิต

 

แต่ล่าสุดเราอาจต้องกลับมาหยุดคิดอีกครั้ง เมื่อ AI เริ่มขอเก็บข้อมูลแม้แต่การคลิกและกดปุ่ม

 

น่าขนลุก ChatGPT ขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยันทุกการคลิกและกดปุ่ม

 

เมื่อ ChatGPT ขอเก็บข้อมูลละเอียดยิบจากเครื่องของเรา

 

OpenAI บริษัท AI ชื่อดังประกาศเปิดฟีเจอร์ใหม่ให้แก่ ChatGPT อย่าง Computer History บนระบบปฏิบัติการ macOS ที่จะทำหน้าที่ติดตามทุกการคลิก กดปุ่ม หรือการเคลื่อนไหวใดก็ตามบนหน้าจอเรา เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบการใช้งานและการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน

 

ข้อมูลจาก Ari Weinstein ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์และวิศวกรรมของ OpenAI เปิดเผยว่า ฟีเจอร์นี้จะเปิดโอกาสให้ AI สร้างไทม์ไลน์การเคลื่อนไหวและใช้งานของเร เพื่อให้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติและสามารถจัดการงานให้ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น ไม่มีการบันทึกภาพหน้าจอใดๆ พร้อมเสนอแนะทักษะและระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการทำงาน

 

ในวีดีโอสาธิตได้มีการทดสอบถาม ChatGPT ว่า Google Doc ที่เขาเปิดล่าสุดคือไฟล์อะไร AI สามารถตอบชื่อไฟล์ได้ถูกต้อง พร้อมเข้าไปตรวจสอบว่ามีการแชร์เนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่ โดยระหว่างกระบวนการคิดสามารถมอบสิทธิ์ให้ AI เข้าไปตรวจสอบประวัติการใช้งานแอปพลิเคชันบนเครื่องได้เลยทีเดียว

 

ฟังดูดีอีกทั้งฟีเจอร์นี้เป็นระบบที่ต้องให้ผู้ใช้อนุญาตกดตกลงเข้าร่วมจึงเริ่มการทำงาน ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่จะเปิดเรียกใช้โดยอัตโนมัติของแอปพลิเคชันก็จริง แต่ก็สร้างความกังขาแก่ผู้ใช้งานไม่น้อย เพราะในทางหนึ่งคือการปล่อยให้ AI เข้าถึงเนื้อหาและความเป็นส่วนตัวอย่างเต็มรูปแบบ แม้แต่ฐานข้อมูลและหน่วยความจำก็ยังสามารถเข้าถึงได้

 

แน่นอนว่านี่ก่อให้เกิดตั้งคำถามขนานใหญ่ว่า  Computer History นี้อันตรายเกินไปหรือไม่

 

น่าขนลุก ChatGPT ขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยันทุกการคลิกและกดปุ่ม

 

การเก็บข้อมูลในระดับที่ผู้ใช้งานเริ่มรู้สึกมากเกินไป

 

แน่นอนความเห็นของผู้ใช้งานมีไม่น้อยที่แสดงความเห็นว่า ฟีเจอร์นี้น่าขนลุก จริงอยู่ว่าไม่มีการจับภาพบนหน้าจอก็ตริง แต่การบันทึกข้อมูลการคลิกละกดปุ่ม ทำให้เมื่อมีการเปิดไฟล์ขึ้นมาบนหน้าจอแล้วเกิดการตอบโต้จากผู้ใช้งาน AI จะเก็บและเข้าถึงข้อมูลส่วนนั้นในทันที

 

พฤติกรรมและเนื้อหาบนห้าจอจะถูกจัดเก็บลงบนบันทึกไฟล์ข้อความเพื่อให้ AI ทำการเรียนรู้ฃอย่างไรก็ตามข้อความเหล่านี้จะถูกเก็บเป็นไฟล์ข้อมูลที่อาจมีความละเอียดอ่อน และข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเก็บแบบเข้ารหัสเหมือนที่ใช้งานในแพลตฟอร์ม ทำให้เมื่อถูกเข้าถึงระบบหรือไฟล์ที่เก็บไว้ก็อาจเกิดข้อมูลรั่วไหลได้ง่าย

 

ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้มีหลายส่วนเป็นข้อมูลละเอียดอ่อน ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สุขภาพ หรือการเงิน การให้ AI เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้มีความเสี่ยงในหลายด้าน โดยเฉพาะเมื่อ AI เกิดอาการหลอนหรือถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี ก็อาจทำให้ข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกสู่ภายนอกได้เช่นกัน โดยเฉพาะข้อมูลองค์กรและความลับทางการค้าที่มีความละเอียดอ่อนสูง

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเก็บข้อมูลของ AI ที่สามารถตรวจสอบการคลิกและกดปุ่ม ทำให้โมเดลสามารถรับรู้เนื้อหาการสนทนาระหว่างการโต้ตอบสื่อสารได้ สิ่งนี้จะเป็นปัญหาระหว่างการสนทนาอย่างยิ่งเพราะคู่สนทนาอาจไม่ได้ต้องการให้มีการเก็บบันทึกในส่วนนี้ จนอาจนำไปสู่ประเด็นปัญหาได้อีกมาก

 

จริงอยู่ที่ฟีเจอร์เป็นแบบให้เลือกกดใช้งานเองและควบคุมการเก็บข้อมูลได้ แต่การเลือกเก็บข้อมูลหว่านแหเป็นค่าเริ่มต้น ก็ทำให้ฟีเจอร์นี้น่าขนลุกตามที่ผู้ใช้งานหลายท่านว่าไว้

 

น่าขนลุก ChatGPT ขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยันทุกการคลิกและกดปุ่ม

 

บริษัท AI ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างกว้างขวาง

 

อันที่จริงก็ไม่ได้มีเพียง OpenAI ที่เริ่มติดตั้งฟีเจอร์แบบนี้เป็นที่แรก ความพยายามในการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานอย่างละเอียดเกิดขึ้นกับบริษัท AI หลายแห่ง โดยมีจุดหมายสำคัญเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นไทม์ไลน์การเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโมเดล

 

หนึ่งในนั้นคือ Microsoft กับฟีเจอร์ Windows Recall ที่จะคอยทำการบันทึกภาพหน้าจอของเราทุก 2 – 3 วินาทีตลอดการใช้งาน เพื่อสร้างไทม์ไลน์การทำงานให้สมารถค้นหาประวัติการทำงานและพิมพ์ไว้ย้อนหลังได้ โดยข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในเครื่อง แต่ก็ถูกค้นพบว่ามีการเก็บข้อมูลละเอียดอ่อน อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัยไม่ดีนัก

 

ตามมาด้วย Meta กับระบบ Model Capability Initiative ที่มีการติดตั้งซอฟต์แวร์บันทึกการคลิก กดปุ่ม และเลื่อนดูเมนูบนแอปพลิเคชันทำงานนแบบเรียลไทม์ โดยมีการนำมาติดตั้งไว้ใช้สำหรับภายในองค์กร อย่างไรก็ตามระบบนี้สร้างความไม่พอใจแก่พนักงานจำนวนมาก ในประเด็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

 

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AI เริ่มเข้ามามีบทบาทและต้องการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

จริงอยู่ฟีเจอร์เหล่านี้อาจไม่ใช่ฟีเจอร์ทั่วไปที่จะเปิดใช้งานให้เองโดยอัตโนมัติ แต่สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการทดสอบก็ขอให้พึงระลึกถึงความเสี่ยงและระมัดระวังการใช้งานไว้ให้มาก เนื่องจากเป็นไปได้ว่าความสะดวกสบายจากข้อมูลเหล่านี้ อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวในอนาคต

 

 

 

ที่มา

 

https://futurism.com/artificial-intelligence/new-chatgpt-feature-collects-every-keystroke-you-make

 

https://learn.chatgpt.com/docs/customization/computer-history

 

https://support.microsoft.com/en-us/windows/ai/ai-features/retrace-your-steps-with-recall

 

https://www.baystreet.ca/techinsider/5515/Meta-Tracks-Employee-Mouse-Clicks-And-Keystrokes-To-Train-AI

 

ข่าวล่าสุด

SET เสี่ยงย่อ! ตะวันออกกลางดันน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง โบรกชี้หุ้นปันผล-กำไรครึ่งหลังพยุงตลาด

SET เสี่ยงย่อ! ตะวันออกกลางดันน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง โบรกชี้หุ้นปันผล-กำไรครึ่งหลังพยุงตลาด