
AI ทำโลกร้อน เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้คาร์บอนพุ่งทะลุกรอบ
AI เร่งการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ก็แลกมาด้วยการปล่อยคาร์บอน ใช้น้ำและพลังงานพุ่งสูง จนยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีต้องเร่งหาทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในช่วงเวลาที่ AI กำลังเฟื่องฟูได้รับการสนับสนุนอย่างคับคั่ง นำไปสู่ความพยายามจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างมุ่งจัดตั้งเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นเองก็นำมาสู่ผลกระทบในหลายด้านไม่แพ้กัน
หนึ่งในนั้นคือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนของแต่ละบริษัท
เมื่อ AI กำลังส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก
รายงานนี้ได้รับการเปิดเผยจาก Microsoft จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2026 ที่มีการเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากดิม 16.7 ล้านตัน เพิ่มเป็น 21.1 ล้านตัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันนับเป็นอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 27%
แน่นอน Microsoft ไม่ใช่เพียงเจ้าเดียวที่มีรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่สวยนัก บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็มีรายงานทำนองนี้เช่นกัน ในช่วงเวลาเดียวกันรายงานของ Google เผยให้เห็นว่ามีอัตราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 18% และ Amazon ก็มีอัตราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มอยู่ที่ 16%
เห็นได้ชัดว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียนวกับปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำของบริษัที่เพิ่มขึ้นเป็น 8,170 ลิตร มากกว่าเดิมถึง 22% ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ยังถูกดึงมาจากพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ทำให้แม้รายได้เติบโตขึ้นถึง 15% แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลมากไม่แพ้กัน
ส่วนนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายองค์กรที่ประเมินไปในทิศทางเดียวกัน สถาบันวิจัยของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 165 – 175% ภายในปี 2030 เช่นเดียวกับองค์การพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ที่มีการประเมินว่า AI อาจกินสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกมากถึง 46%
ด้วยอัตราการขยายตัวของความต้องการใช้พลังงานในระดับนี้ ประกอบกับความเสถียรในการผลิตพลังงาน เป็นเรื่องยากที่พลังงานสะอาดจะรองรับทดแทนได้ เป็นเหตุผลให้ทุกบริษัทต้องหันกลับไปหาพลังงานเชื้อเพลิง จนทำให้อัตราการปล่อยคาร์บอนพุ่งสูงขึ้นในที่สุด
แนวทางรับมือแก้ไขที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน
แน่นอนข้อมูลที่อยู่ในรายงานประจำปีย่อมไม่เป็นที่ถูกใจต่อนักลงทุนนัก แต่ทุกบริษัทต่างมีรูปแบบการนำเสนอพร้อมวิธีรับมือที่แตกต่างกัน เพราะทุกแห่งไม่เพียงต้องมุ่งในการสร้างเม็ดเงินเพื่อทำรายได้ แต่ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามข้อบังคับทางกฎหมายด้วย
ทางฝั่ง Microsoft อ้างว่า พวกเขาไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบจากปริมาณคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขนี้เกิดจากการ ยุติสัญญากับโครงการพลังงานสะอาดขนาดเล็ก และ คาร์บอนเครดิต แบบที่เคยทำ พวกเขาเลือกทุ่มงบในการลงทุนด้านการผลิตพลังงานสะอาดมาหล่อเลี้ยงโดยตรง เพื่อแก้ปัญหาและลดมลพิษในระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นผลมากขึ้นในอนาคต
สำหรับ Google พวกเขาเน้นพูดถึงเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เฉพาะของบริษัท ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 58 ล้านตัน เช่นเดียวกับฟีเจอร์จาก Google ที่มีส่วนลดการปล่อยคาร์บอนจากทั่วโลกได้ถึง 41 ล้านตัน พร้อมมุ่งเซ็นสัญญาจัดซื้อพลังงานสะอาด 12 กิกะวัตต์ เพื่อแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม
ในส่วน Amazon ที่มีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนสูงก็ยอมรับว่าปัจจัยเหล่านี้มาจากการเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตามมีการหยิบยกตัวเลขความเข้มข้นคาร์บอนต่อรายได้ หรืออัตราการการสร้างเม็ดเงินต่อการปล่อยคาร์บอนที่ลดลงมานำเสนอ พร้อมเร่งผลักดันการจัดหาพลังงานหมุนเวียน และเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการส่งของภายในปี 2040
อีกแนวทางที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ พลังงานนิวเคลียร์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ประเมินว่า พลังงานแสงอาทิตย์ และ ลม มีความเสถียรไม่พอ จึงมุ่งผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งจัดสร้างและลงทุนในโครงการ Small Modular Reactor อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้หมายความว่าผลกระทบจะหมดไป และยังคงมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกหลายด้านที่น่ากังวล
แนวโน้มน่ากังวลทางสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
ตัดประเด็นเรื่องพลังงานที่นิวเคลียร์เข้ามาทดแทนก็ยังมีประเด็นให้พูดถึงอีกหลายด้าน แรกสุดคือ ความร้อน ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างและต้องระบายความร้อนมหาศาลตลอดเวลา อาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในบริเวณแถบที่ตั้ง แบบเดียวกับที่เกิดข้อร้องเรียนกับ BKK01 ในย่านพระราม 9 มาแล้ว
อันดับถัดมาคือ น้ำ การระบายความร้อนดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องอาศัยน้ำสะอาดจำนวนมหาศาล อัตราการจัดสร้างและใช้น้ำนี้จะกลายเป็นปัญหากับคนในชุมชน ที่ต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือภาคการเกษตรในท้องที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คน ชุมชน ตลอดจนระบบนิเวศโดยรวม
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ นับเป็นส่วนที่น่ากังวลที่สุด ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดชิปจึงตกยุคเร็วมาก การจัดสร้างและใช้ดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก จะก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลในระดับเกินจินตนาการ ซี่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี มีกฎหมายกำหนดควบคุม และการตรวจสอบที่เข้มข้น ก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้
นั่นทำให้การมาถึงของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีเพียงความเจริญและเม็ดเงิน แต่หมายถึงปัญหาอีกมากมายมหาศาลที่จะตามมาในอนาคต โดยเฉพาะกับประเทศที่มีกฎหมายและการกำกับดูแลหละหลวมทั้งหลาย
อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงข้อเสีย ปัจจุบันหลายบริษัทก็มีแนวคิดพัฒนาเทคโนโลยีให้ส่งผลกระทบน้อยลงอีกมาก เช่น การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์พื้นที่หนาวจัด ใต้น้ำ หรืออวกาศ, การพัฒนาระบบระบายความร้อนแบบไม่ต้องใช้น้ำ หรือเทคโนโลยีรีไซเคิลวัสดุและความร้อนเหลือทิ้งจากดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ถูกพัฒนามารองรับอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
คงต้องรอดูต่อไปว่า การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์นี้ จะส่งผลกระทบต่อโลกไปในทิศทางใด
ที่มา
https://www.straitstimes.com/world/europe/data-centres-emitting-more-co2-than-thought-study-shows
https://sustainability.google/google-2026-environmental-report/
https://presenc.ai/research/ai-data-center-energy-consumption-2026







