
Nvidia ผนึก 6 ยักษ์วอลล์สตรีท ตั้งกองทุน 5 แสนล้านดอลล์ หนุนลูกค้าสร้าง Data Center
Nvidia จับมือ 6 สถาบันการเงินวอลล์สตรีท นำโดย BlackRock และ Goldman Sachs ตั้งกองทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ฯ หนุนลูกค้าสร้าง Data Center
KEY
POINTS
- Nvidia จับมือ 6 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท เตรียมวงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
- มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อให้แก่ 'ลูกค้า' ของ Nvidia เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ สำหรับนำไปสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
Nvidia (เอ็นวิเดีย) ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ 6 สถาบันการเงินและบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกจากวอลล์สตรีท เพื่อเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งเป้าสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ตอบรับความต้องการของตลาดที่พุ่งสูงขึ้น
การประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 ส.ค.) ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรวอลล์สตรีทจะร่วมกันสร้าง "แหล่งทุนเฉพาะกิจขนาดใหญ่" ที่มีอัตราดอกเบี้ยจูงใจ เพื่อให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของ Nvidia โดยเฉพาะ
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia เปิดเผยผ่านสำนักข่าว CNBC ว่า เขาเป็นผู้ติดต่อเจรจากับทั้ง 6 สถาบันด้วยตนเอง และไม่มีสถาบันใดปฏิเสธข้อเสนอนี้ โดยกลุ่มสถาบันการเงินที่เข้าร่วม ได้แก่
|
ลำดับ |
รายชื่อสถาบันการเงิน / บริษัทจัดการลงทุน |
|
1 |
Apollo Global Management |
|
2 |
Blackstone |
|
3 |
BlackRock |
|
4 |
Brookfield Asset Management |
|
5 |
Goldman Sachs |
|
6 |
KKR & Co |
(หมายเหตุ: ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดกรอบเวลาและโครงสร้างทางการเงินเชิงลึกของดีลนี้อย่างเป็นทางการ)
ผู้บริหารหลายรายในวงการระบุตรงกันว่า โครงการนี้จะเน้นไปที่ การจัดหาเงินทุนผ่านการก่อหนี้ (Debt Financing) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารายใหญ่ของ Nvidia สามารถเข้าถึงระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินทุนหมุนเวียนในระยะสั้นมากเกินไป
"เรากำลังผนึกกำลังกับกลุ่มทุนระยะยาวชั้นนำระดับโลก เพื่อมาร่วมแบกรับความเสี่ยงในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างเป็นอิสระ" - เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia
ซีอีโอ Nvidia เน้นย้ำว่า แพลตฟอร์มทางการเงินเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงระบบประมวลผลที่กำลังขาดแคลนในสเกลระดับใหญ่ และสร้าง 'โรงงาน AI' ที่จะเป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมในยุคต่อไป
สยบข่าวลือ "ดีลหมุนเวียน"
ที่ผ่านมา มีความกังวลในหมู่นักลงทุนว่า ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอาจใช้วิธีการลงทุนแบบ "ดีลหมุนเวียน" (การที่บริษัทเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัป เพื่อให้สตาร์ทอัปนั้นนำเงินกลับมาซื้อชิปของบริษัท) ซึ่งอาจเป็นการปั่นมูลค่าอุตสาหกรรมให้สูงเกินจริง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ถือเป็นการสยบข่าวลือดังกล่าว เนื่องจาก Nvidia เลือกพึ่งพาสถาบันการเงินในตลาดเอกชน (Private Markets) ที่ใหญ่ที่สุด เพื่อจัดหาเงินทุนให้ลูกค้าโดยตรง (Third-party Capital) เพื่อนำไปสร้างศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้า และชิปประมวลผล
มุมมองจากผู้นำวอลล์สตรีท
- Larry Fink (ซีอีโอ BlackRock): ประเมินว่าข้อตกลงการลงทุนเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือสูง และให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการถือครองหุ้นในสัดส่วนที่มากเกินไป
- David Solomon (ซีอีโอ Goldman Sachs): ชี้ให้เห็นว่าตลาดทุนกำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า มีเม็ดเงินมหาศาลที่พร้อมอัดฉีดเพื่อสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ระดับนี้
เดินหน้าลุยดีลยักษ์ระดับโลกเพื่อรองรับความต้องการชิป AI
ความเคลื่อนไหวในการระดมทุนมหาศาลของ Nvidia ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ที่ผ่านมา Nvidia เดินหน้าเจรจาข้อตกลงสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น
- การสนับสนุน OpenAI: เจรจาค้ำประกันเงินทุน (Backstop) มูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ OpenAI เช่าระบบประมวลผลจากศูนย์ข้อมูลขนาด 10 กิกะวัตต์ของ SB Energy ในรัฐโอไฮโอ (มูลค่าโครงการ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมถึงเจรจาจัดหาเงินทุนอีก 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ OpenAI นำไปสั่งซื้อชิปเพิ่มเติม
- ผนึกกำลังตั้ง AI Infrastructure Partnership: จับมือกับพันธมิตรรายใหญ่อย่าง BlackRock, Microsoft และกองทุน MGX ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการสร้างศูนย์ข้อมูล
- ขยายความร่วมมือกับ SK Group: ตกลงทำธุรกรรมร่วมกันด้วยมูลค่าที่สูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การลงทุนใน Safe Superintelligence (SSI): เข้าลงทุนในสตาร์ทอัปด้าน AI ซึ่งร่วมก่อตั้งโดย อิลยา ซุตสเคเวอร์ (Ilya Sutskever) อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI
ดังนั้น การที่ Nvidia ประกาศดึง 6 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ให้มาร่วมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการติดปีกให้ลูกค้ารายใหญ่สามารถสร้าง "โรงงาน AI" (AI Factory) ได้สำเร็จเท่านั้น
แต่ยังตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่งและขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดทุนอย่างแท้จริง ซึ่งช่วยลบคำครหาเรื่องการสร้างดีลหมุนเวียน (Circular Dealing) ในอุตสาหกรรมชิปได้อย่างหมดจด







