
Samsung มองชิปขาดแคลนต่อเนื่องถึงปี 2028 รับอานิสงส์ AI หนุนกำไรพุ่ง หุ้นทะยาน 8%
Samsung คาดตลาดชิปตึงตัวยาวถึงปี 2028 หลังดีมานด์ AI โตต่อเนื่อง เผยกำไรธุรกิจชิปพุ่งกว่า 250 เท่า ดันหุ้นทะยาน 8%
Samsung Electronics ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยว่า ภาวะขาดแคลนชิปจะรุนแรงขึ้นในปี 2027 และมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028 จากความต้องการชิปสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของการลงทุนด้าน AI และผลักดันราคาหุ้น Samsung พุ่งสูงถึง 8%
บริษัทระบุว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลก แม้ว่าความต้องการจากตลาดสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) จะเริ่มชะลอลงบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาวะอุปทานตึงตัวคลี่คลาย
แจจุน คิม รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจหน่วยความจำของ Samsung กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาจัดหาชิประยะยาวกับผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ของโลก 5 ราย และอยู่ระหว่างปิดดีลกับบริษัทขนาดใหญ่อีก 5 แห่ง แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายชื่อก็ตาม
สัญญาดังกล่าวมีอายุอย่างน้อย 5 ปี และครอบคลุมกำลังการผลิตระยะยาวของบริษัทประมาณ 60-70% พร้อมกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินล่วงหน้าและราคาขั้นต่ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนขยายกำลังการผลิต
นักวิเคราะห์จาก NH Investment & Securities ระบุว่า ถ้อยแถลงของผู้บริหาร Samsung ในการประชุมนักวิเคราะห์สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดมากกว่าที่คาด และเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจชิปในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ หุ้นกลุ่มชิปทั่วโลกเผชิญแรงขายจากความกังวลว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตชิปในจีน ซึ่งอาจกดดันผลประกอบการของอุตสาหกรรม
Samsung คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์จะยังเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนด้าน AI และการใช้งาน Agentic AI ที่ขยายตัว ส่งผลให้ตลาดยังคงเผชิญภาวะอุปทานไม่เพียงพอ
ผลประกอบการไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) ของ Samsung สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์มีกำไรจากการดำเนินงาน 89.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 61.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นกว่า 250 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 130% แตะ 171.5 ล้านล้านวอน
อย่างไรก็ตาม ราคาชิปที่ปรับตัวสูงขึ้นกลับส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจสมาร์ตโฟน ทำให้แผนกมือถือขาดทุนจากการดำเนินงาน 700,000 ล้านวอน นับเป็นการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกของธุรกิจนี้
นักวิเคราะห์จาก eToro ระบุว่า แม้ธุรกิจชิปจะสร้างผลกำไรอย่างโดดเด่น แต่ก็ทำให้ Samsung พึ่งพารายได้จากธุรกิจหน่วยความจำมากขึ้น และมีความเสี่ยงหากราคาชิปหรือความต้องการจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในอนาคตเริ่มชะลอตัว
ขณะที่ SK Hynix คู่แข่งสำคัญของ Samsung ก็รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเช่นกัน พร้อมประกาศเพิ่มงบลงทุนด้านการผลิตในปีนี้ราว 50% เพื่อรองรับความต้องการชิป AI ที่ยังขยายตัวอย่างรวดเร็ว.







