posttoday
พ.ร.บ.โลกร้อนไทย 2569 ไปถึงไหนแล้ว? เปิด 7 กลไกพลิกเศรษฐกิจคาร์บอน

พ.ร.บ.โลกร้อนไทย 2569 ไปถึงไหนแล้ว? เปิด 7 กลไกพลิกเศรษฐกิจคาร์บอน

30 กรกฎาคม 2569

อัปเดตล่าสุดร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ยังไม่บังคับใช้แต่กำลังเร่งผลักดัน เปิด 7 กลไกสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับ ทั้ง ETS ภาษีคาร์บอน และระบบ MRV

KEY

POINTS

  • สถานะกฎหมาย: ณ เดือนกรกฎาคม 2569 พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังคงเป็น "ร่างพระราชบัญญัติ" ที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ
  • เป้าหมายหลัก: สร้าง "ระบบเศรษฐกิจคาร์บอน" โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย และสร้างกรอบกำกับดูแลภาคธุรกิจ
  • กลไกทางเศรษฐศาสตร์: เตรียมใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS), ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และการยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศ
  • โครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัว: กำหนดให้มีระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ที่เป็นมาตรฐานกลาง และบรรจุมาตรการด้านการปรับตัว (Adaptation) เพื่อรับมือผลกระทบจากโลกร้อน

พ.ร.บ.โลกร้อนของไทยไปถึงไหนแล้ว? อัปเดตล่าสุด Climate Change Act 2569 และสิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมตัวก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้

 

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ของการกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ หลังรัฐบาลเร่งผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ....” หรือ Thailand Climate Change Act ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เพราะจะเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และการสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกับนานาชาติ

 

แม้คำว่า “พ.ร.บ.โลกร้อน” จะถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในภาคธุรกิจและวงการพลังงานตลอดช่วงปี 2568-2569 แต่ข้อเท็จจริงล่าสุด ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 คือ กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ประกาศใช้ และยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยยังคงอยู่ในสถานะ “ร่างพระราชบัญญัติ” ที่รัฐบาลกำลังผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ

 

ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment: DCCE) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงเผยแพร่ร่างกฎหมายและเอกสารประกอบการยกร่างผ่านเว็บไซต์ของกรมอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเปิดเผยรายละเอียดของกลไกต่าง ๆ ที่จะถูกนำมาใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศนโยบายเร่งรัดการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภา

 

โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน รองรับพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในระยะยาว

 

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่ามีความครอบคลุมกว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะไม่ได้มุ่งเพียงการควบคุมมลพิษ แต่สร้าง “ระบบเศรษฐกิจคาร์บอน” ขึ้นทั้งระบบ เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้มีผลในทางกฎหมาย หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดทำนโยบาย แผน และมาตรการที่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ขณะที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะกิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง จะถูกนำเข้าสู่ระบบการรายงานและกำกับดูแลที่มีมาตรฐานเดียวกัน

 

หนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดคือ ระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) หรือระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศสำหรับการกำหนดนโยบาย การซื้อขายคาร์บอน และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม พลังงาน การผลิตไฟฟ้า ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และกิจการขนาดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของระบบดังกล่าว

 

พ.ร.บ.โลกร้อนไทย 2569 ไปถึงไหนแล้ว? เปิด 7 กลไกพลิกเศรษฐกิจคาร์บอน

 

อีกกลไกที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ซึ่งร่างกฎหมายเปิดทางให้ประเทศไทยสามารถกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap) สำหรับบางภาคส่วน และอนุญาตให้ซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซระหว่างผู้ประกอบการได้

 

หากกิจการใดสามารถลดการปล่อยได้ต่ำกว่าที่กำหนด ก็สามารถนำส่วนที่เหลือไปจำหน่ายในตลาดได้ ขณะที่กิจการที่ปล่อยเกินกว่าที่ได้รับจัดสรร จะต้องซื้อสิทธิเพิ่มเติม กลไกนี้ได้รับการใช้งานแล้วในหลายประเทศและหลายภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป จีน เกาหลีใต้ และแคลิฟอร์เนีย

 

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังเปิดช่องให้มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดต้นทุนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แม้รายละเอียดของอัตราภาษีและขอบเขตการจัดเก็บยังต้องกำหนดผ่านกฎหมายลำดับรอง แต่การระบุหลักการไว้ในกฎหมายแม่บทถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าประเทศไทยกำลังเตรียมใช้เครื่องมือด้านราคาคาร์บอนอย่างจริงจังในอนาคต

 

ควบคู่กันนั้นคือการพัฒนา ระบบคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งจะรองรับการรับรอง การซื้อขาย และการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลได้ในระยะต่อไป ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบคาร์บอนเครดิตภายใต้การดำเนินงานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ผ่านโครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ซึ่งร่างกฎหมายฉบับใหม่จะช่วยยกระดับให้ตลาดคาร์บอนของไทยมีฐานกฎหมายรองรับที่ชัดเจนมากขึ้น

 

กฎหมายยังให้ความสำคัญกับ มาตรการด้านการปรับตัว (Climate Adaptation) ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยเผชิญโดยตรงจากภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง และความเสี่ยงต่อภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ร่างกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นที่ และระดับภาคเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

อีกองค์ประกอบสำคัญคือการจัดตั้ง กองทุนและกลไกสนับสนุนทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การวิจัยและพัฒนา การปรับตัวของชุมชน และการลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ได้รับผลจากมาตรการด้านคาร์บอน โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศที่ใช้กองทุนด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

พ.ร.บ.โลกร้อนไทย 2569 ไปถึงไหนแล้ว? เปิด 7 กลไกพลิกเศรษฐกิจคาร์บอน

 

แม้ว่ากฎหมายจะยังไม่บังคับใช้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในทางปฏิบัติคือ ภาคธุรกิจกำลังเร่งเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะบริษัทส่งออก ผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน

 

เนื่องจากแรงกดดันด้านคาร์บอนจากต่างประเทศเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG การรายงานความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน และข้อกำหนดของผู้ซื้อรายใหญ่ในต่างประเทศ

 

บริษัทจำนวนมากจึงเริ่มดำเนินการ จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (GHG Inventory) เพื่อทราบแหล่งกำเนิดการปล่อยก๊าซในกิจกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็จัดทำ Carbon Footprint ขององค์กร (CFO) และ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาการค้า การส่งออก และการเข้าร่วมโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากนี้ยังมีการนำมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 14064-1 มาใช้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาระบบ MRV ภายในองค์กรให้พร้อมรองรับข้อกำหนดของกฎหมายในอนาคต

 

ในด้านพลังงาน หลายองค์กรเริ่มลงทุนใน พลังงานหมุนเวียน ระบบโซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร การใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัล และการจัดหาพลังงานสะอาดผ่านกลไก Renewable Energy Certificate (REC) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาด (PPA) เพื่อเตรียมลดต้นทุนคาร์บอนในระยะยาว การเตรียมตัวในช่วงที่กฎหมายยังไม่บังคับใช้นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะต้นทุนในการปรับตัวมักต่ำกว่าการเร่งดำเนินการหลังจากข้อบังคับมีผลใช้จริง

 

ในภาพรวม ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ยังอยู่ระหว่างการผลักดันของรัฐบาลและยังไม่มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

 

แต่ทิศทางนโยบายของประเทศมีความชัดเจนมากขึ้นว่าประเทศไทยกำลังมุ่งสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” (Low-Carbon Economy) และจะใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว สำหรับภาคธุรกิจ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “กฎหมายจะประกาศใช้เมื่อใด” แต่คือ “องค์กรพร้อมแค่ไหนเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้” เพราะเมื่อถึงวันนั้น ระบบการวัดคาร์บอน การรายงานข้อมูล การซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ ภาษีคาร์บอน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายความยั่งยืนเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นปัจจัยโดยตรงต่อ ต้นทุน การแข่งขัน การส่งออก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจไทยในตลาดโลก

 

7 กลไกสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ....

 

1. เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Target)
กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีกรอบทางกฎหมายรองรับ

2. ระบบ MRV
Measurement • Reporting • Verification
วัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นมาตรฐาน

3. ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS)
Emissions Trading System
กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ และเปิดให้ซื้อขายสิทธิระหว่างผู้ประกอบการ

4. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
จัดเก็บต้นทุนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อจูงใจการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด

5. ระบบ Carbon Credit
รับรอง สร้าง และซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

6. มาตรการปรับตัว (Climate Adaptation)
จัดทำแผนรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และผลกระทบต่อภาคเกษตร เมือง และอุตสาหกรรม

7. กองทุนและการสนับสนุนทางการเงิน
สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน การวิจัย และการปรับตัวของภาคธุรกิจและชุมชน

 

สถานะล่าสุด (29 ก.ค. 2569)

  • ยังเป็น “ร่างพระราชบัญญัติ”
  • ยังไม่มีผลบังคับใช้
  • กระทรวง ทส. และ DCCE เร่งผลักดันเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

 

ธุรกิจควรเริ่มวันนี้

  • จัดทำ GHG Inventory
  • Carbon Footprint องค์กร (CFO)
  • Carbon Footprint ผลิตภัณฑ์ (CFP)
  • วางระบบ ISO 14001 / ISO 14064-1
  • เตรียมพร้อมรับ ETS และ Carbon Tax ในอนาคต

 

 

ที่มา: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO)

 

ข่าวล่าสุด

ส่อง 3 ปัจจัยกดดัน ฉุดตลาดหุ้นไทยดิ่ง 24.56 จุด หลุด 1,600

ส่อง 3 ปัจจัยกดดัน ฉุดตลาดหุ้นไทยดิ่ง 24.56 จุด หลุด 1,600