
AI ตรวจจับอาชญากรรม ที่อาจเสี่ยงนำไปสู่การจับกุมผิดตัว
AI ตรวจจับอาชญากรรมอาจไม่แม่นอย่างที่คิด หลายคดีในสหรัฐฯ จบลงด้วยการจับคนผิดตัว จนเริ่มตั้งคำถามต่อบทบาท AI ในกระบวนการยุติธรรม
ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางทั้งต่อชีวิตประจำวันและการทำงาน หลายภาคส่วนเริ่มนำเข้าไปในใช้ในกระบวนการทำงานกันทั่วไป ทั้งเพื่อความทันสมัยและลดภาระในการทำงาน แม้แต่ในส่วนของการดำเนินดคีของผู้รักษากฎหมายเอง ก็เริ่มมีการใช้งานและพึ่งพาระบบ AI มากขึ้นเช่นกัน
วันนี้เราจึงพามาดูผลกระทบของ AI ตรวจจับอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดผู้รับเคราะห์กันเสียหน่อย
ความผิดพลาดของ AI ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนบริสุทธิ์
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรกแต่ได้รับการพูดถึงทั่วไปในสหรัฐฯ เมื่อระบบตรวจจับหรือจับคู่ใบหน้า AI ทำงานผิดพลาด นำไปสู่การสร้างความเข้าใจผิดและปล่อยข้อมูลเท็จให้แก่เจ้าหน้าที่ จนก่อให้เกิดความผิดพลาดทั้งในการควบคุมตัว จับกุม และดำเนินคดี ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนบริสุทธิ์อย่างร้ายแรง เช่น
1.เมื่อถุงขนมกลายเป็นปืน
กรณีที่หลายท่านอาจเคยได้ยินมาคือ คดีของ Taki Allen ในวันที่ 20 ตุลาคม 2025 เด็กหนุ่มวัย 17 ถูกตำรวจ 8 นาย ปิดล้อมและบุกเข้าจับกุมในโรงเรียน ถูกเล็งอาวุธปืนเข้าใส่ก่อนถูกใส่กุญแจมือ จากการที่กล้องวงจรปิด AI ตรวจพบปืนในกระเป๋าของเขา ทั้งที่ในความจริงนันเป็นถุงขนมโดริโทสที่เขานำขึ้นมากินในห้องเรียนเท่านั้น
ข้อผิดพลาดทีเกิดขึ้นมาจากระบบ AI ตรวจจับอาวุธปืนในชื่อ Omnilert ที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดโรงเรียน เกิดประเมินแสงเงาผิดพลาด และประเมินว่าถุงขนมที่กินหมดแล้วกลายเป็นปืน จนนำไปสู่การแจ้งเตือนเหตุผิดปกติและเรียกกำลังตำรวจเข้ามาจับกุมในที่สุด ทั้งที่ความจริงเชาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย
2.การจับกุมจากความเหมือนลำดับที่ 9
นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการใช้ AI จับกุม ในวันที่ 9 มกราคม 2020 Robert Williams ถูกจับกุมในช่วงเวลากลับบ้านต่อหน้าภรรยาและลูกสาวทั้งสองคน จากข้อหาการลักทรัพย์ ขโมยนาฬิกาหรูแบรนด์ดังจากร้าน Shinola เมืองดีทรอยต์ จากการจับคู่ของ AI ด้วยฐานข้อมูลภาพถ่ายจราจรกว่า 49 ล้านใบ
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจเชื่อ AI ทั้งที่ผู้ต้องสงสัยถูกจัดให้ มีความเป็นไปได้ในอันดับที่ 9 เท่านั้น โดยไม่มีการหาหลักฐานอื่นเพิ่มเติมแล้วส่งรูปเขาให้พยานชี้ตัวทันที ทั้งที่ความจริงเขากำลังขับรถกลับบ้านและมีหลักฐานเป็นการไลฟ์สดบน Facebook จนส่งผลให้ถกคุมขังนานกว่า 30 ชั่วโมง
3.จับกุมผู้หญิงท้องแก่ข้อหาปล้นทรัพย์และจี้รถ
คดีนี้เกิดขึ้นในปี 2023 กับ Porcha Woodruff หญิงที่ตั้งครรภ์ 8 เดือน ถูกตำรวจจับกุมไปสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา ปล้นทรัพย์และจี้รถ จากการที่ตำรวจนำภาพจากกล้องวงจรปิดไปเข้าซอฟต์แวร์ AI จดจำใบหน้าแล้วให้ผู้เสียหายชี้ตัว จนเธอถูกคุมตัวภายในห้องสอบสวนและห้องขังยาวนานกว่า 11 ชั่วโมง
ข้อผิดพลาดนี้น่าจะมาจากการให้ซอฟต์แวร์ AI นำภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดไปเทียบฐานข้อมูล โดยที่ตำรวจเจ้าของคดีไม่มีการตรวจสอบอย่างเพียงพอ เพราะวงจรปิดที่จับภาพคนร้ายนั้นไม่มีร่องรอยว่าผู้ก่อเหตุตั้งครรภ์ แต่กลับมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นหญิงท้องแก่ ที่มองอย่างไรก็ไม่น่าก่อคดีร้ายแรงที่เพิ่งเกิดในไม่กี่วัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีการจับผิดตัวจาก AI ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์อย่างร้ายแรง
สาเหตุหลักของปัญหา การทำงานของระบบ AI
เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการนำ AI มาใช้ในการสืบสวนและจับกุม โดยพื้นฐาน AI จะประเมินความน่าจะเป็น เช่น เมื่อให้มีการประเมินและจับคู่ภาพ มันจะเข้าไปตรวจสอบฐานข้อมูลแล้วประเมินหาคำตอบที่มีโอกาสความน่าจะเป็นสูงสุด โดยทั้งหมดเป็นการประเมินขจากชุดข้อมูลทางสถิติเท่านั้น
ปัญหาอยู่ที่ ผู้ใช้งานส่วนมากไม่เข้าใจหลักการทำงานนี้ เมื่อได้รับข้อมูลจาก AI ก็นำไปใช้งานทันทีโดยขาดการประเมินและตรวจสอบอย่างรอบคอบเพียงพอ ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจปักใจเชื่อข้อมูลที่ได้จากการประเมิน โดยไม่มีการวิเคราะห์หรือสืบสวนหาหลักฐานอื่นเลย
อันดับถัดมาคือ การตั้งค่าระบบ เดิมทีระบบการทำงานเหล่านี้ถูกสร้างจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์หรือภายในหน่วยงานเองแต่ไม่มีการเปิดเผยต่อคนนอก แต่ไม่มีหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดการทำงานออกมาแน่ชัด ทำให้ขาดความโปร่งใส่ในการทำความเข้าใจและตรวจสอบย้อนหลัง
อีกหนึ่งประเด็นคือ อาการหลอน ไม่ว่าระบบจะออกแบบมาเลิศเลอ ออกแบบให้ฉลาด แม่นยำ ปิดช่องโหว่เอาไว้แค่ไหน โอกาสที่ AI จะเกิดอาการหลอนก็ยังเกิดขึ้นได้ หลายครั้งข้อมูลที่ได้รับคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่จะเป็นอย่างไรถ้าอัตราคลาดเคลื่อนเหล่านั้น ทำให้เกิดการจับกุมผิดตัวที่ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าตั้งคำถามคือ หลักฐานที่ได้จาก AI ตามหลักทางกฎหมายโดยเฉพาะคดีอาญา หลักฐานที่นำมาประกอบการพิจารณาคดีต้องได้รับการพิสูจน์จนสิ้นสงสัย แต่ระบบการทำงาน AI ล้วนเกิดจากการคาดเดา โมเดลไม่ยอมรับคำตอบว่า ไม่รู้ หรือ ไม่แน่ใจ จึงอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในชั้นศาล และน่าตั้งคำถามถึงการใช้ AI ในกระบวนการยุติธรรม
แนวทางแก้ไขการใช้ AI ในการสืบสวน
หลังเกิดเหตุจนมีผู้เคราะห์ร้ายก็เริ่มมีการพยายามปรับปรุงแก้ไข เช่น กรมตำรวจดีทรอยต์ จากคดีของ Robert Williams มีการปรับกฎระเบียบใหม่ ตั้งแต่ห้ามตำรวจออกหมายจับจากหลักฐาน AI อย่างเดียว, AI เป็นแค่เบาะแสไม่ใช่หลักฐาน และเน้นใช้งานในคดีอุกฉกรรจ์เป็นหลัก จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้แก่ตำรวจเมืองอื่นในสหรัฐฯ
สหภายุโรปเองก็กำลังออกกฎหมายมาตรการควบคุมในส่วนนี้ ที่กำลังจะเริ่มมีการบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคม 2026 ตั้งแต่การสั่งแบนไม่ให้ใช้ AI จดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์ในพื้นที่สาธารณะนอกจากกรณีฉุกเฉิน, ห้ามหน่วยงานรัฐดึงรูปจากอินเทอร์เน็ตมาสร้างฐานข้อมูล และต้องมีการประเมินอย่างละเอียดก่อนำ AI ความเสี่ยงสูงมาใช้งาน
นอกจากนี้ยังมีภาคสังคตมและนักวิชาการที่ผลักดันกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อลดผลกระทบของการพึ่งพา AI และระบบอัตโนมัติ เช่น ลดอคติของข้อมูล, บังคับคุณภาพของกล้องและภาพที่นำมาประมวลผลต้องเป็นกล้องความละเอียดสูงที่เห็นภาพใบหน้าชัดเจน และหากใช้ AI ในการสืบสวนต้องเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ต้องหาและศาลทราบเสมอเพื่อความโปร่งใส
สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้นที่จะช่วยให้ AI นำมาใช้ในการสืบสวนได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทยเราอาจยังไม่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานทั่วไปแบบสหรัฐฯ แต่ก็เริ่มมีการนำ AI มาใช้ในการสืบสวนหรือรักษาความปลอดภัยบางส่วน เช่น AI Police Cyborg 1.0 ระบบกล้อง AI ตรวจจับใบหน้าช่วงสงกรานต์ในนครปฐม นั่นทำให้เราต้องเริ่มสนใจกฎระเบียบด้านนี้อย่างจริงจังเช่นกัน ก่อนจะมีคนที่ถูกจับกุมโดยไม่ชอบแบบสหรัฐฯ
ที่มา
https://theconversation.com/how-ai-can-lead-to-false-arrests-and-wrongful-convictions-281102
https://www.aclu.org/news/privacy-technology/doritos-or-gun
https://fas.org/publication/face-recognition-bias/







